Skip to main content
ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

หุ้นไทยร่วงหนักติดลบเกือบ 100 จุด นักลงทุนตื่นสถานการณ์ในประเทศ

หุ้นไทยร่วงหนักติดลบเกือบ 100 จุด นักลงทุนตื่นสถานการณ์ในประเทศ

หุ้นไทยโดนถล่มขายหนัก ดัชนีหุ้นวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ร่วงเกือบ 100 จุด ก่อนปิดตลาดดีดตัวกลับขึ้นมายืนเหนือ 1,400 คาดกังวลปัจจัยภายในประเทศ แนะนักลงทุนรอดูสถานการณ์

วันนี้ (12 ตุลาคม 2559) มีรายงานว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวร่วงลงมาอย่างต่อเนื่องจากวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเปิดตลาดภาคบ่ายติดลบมากกว่า 90 จุด และร่วงหนักที่สุดถึง 99.08 จุด ดัชนีแตะระดับ 1,343.13 ก่อนจะดีดตัวปรับขึ้นไปอยู่ในกรอบ 1,360-1,373 จุด ในเวลาต่อมา(ข้อมูล ณ เวลา 15.11 น.)

โดยนักวิเคราะห์คาดว่ามาจากปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นรอบด้านโดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศที่สร้างความกังวลใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศว่า หากหุ้นยังลดลงต่อเนื่องถึง 10% จะใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในภาคบ่าย ว่า ดัชนีฯ น่าจะแกว่งตัวในแดนลบ เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยที่เข้ามาหนุนตลาด โดยวางกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ไว้ที่ระดับ 1,386-1,418 จุด และขอให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงนี้เพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ต่อมาเมื่อเวลา 16.46 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดดีดตัวขึ้นมาจากช่วงบ่ายที่ร่วงลงไปอย่างหนัก มาแตะระดับ 1,406.18 จุด ลดลงจากวานนี้ 36.03 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายมากถึง 130,035 ล้านบาท โดย 5 อันดับหุ้นที่ถูกซื้อ-ขายมากที่สุดคือ ท่าอากาศยานไทย, ปตท., ซีพี ออลล์, ธนาคารกสิกรไทย และบ้านปู

จากข่าว ตอนนี้รอดูสถานการณ์ แต่ก็ยังมีความหวังแนะนำให้ดูหุ้นที่มีอนาคตดีและพื้นฐานดี ซื้อและขายในระยะสั้น ให้นักลงทุนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด หู้นบางบริษัทอาจซื้อได้ในราคาถูก ดูวิกฤตให้เป็นโอกาสนะครับ…

ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

หุ้นไทย 10 ต.ค. ดัชนีปิดที่ 1,457.02 จุด ลดลง 47.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 74,142.30 ล้านบาท

ในวันจันทร์ ที่ 10 ต,ค. 59 เปิดมาสัปดาห์แรก ก็เริ่มเลยครับหุ้นในประเทศไทย เกิดการอาการทรุดตัวอย่างหนัก ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 47.32 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายก็ยังมากอยู่นะครับ 74 ล้านกว่าบาท ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนในสัปดาห์นี้ จนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีเลยครับ แต่ในภาวะที่ตลาดเป็นแบบนี้ก็ยังมี หุ้นที่น่าลงทุนอยู่โดยให้นักลงทุนมองที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเป็นราย ๆ ไปครับ โดยในที่นี้จะนำเสนอทั้งหุ้นที่ น่าจับตามอง และหุ้นที่ปรับตัวลดลงเกินกว่า 30% นะครับ จากคำกล่าวของ

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (วันที่ 11 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสลงต่อในโดยมองไปที่แนวรับที่แข็งแกร่งถัดไป ในกรณีเลวร้ายสุดดั้ชนีน่าจะลงไปได้อีกประมาณ 20-25 จุด  แต่ก็แลกกับการที่มูลค่าของหุ้นไทยก็จะถูกลงไปเรื่อยๆ แต่ก็จะสวนทางกับปัจจัยพื้นฐายของประเทศและบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังมีความแข็แกร่งภายในประเทศอยู่

จากคำกล่าวด้านบนจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนอยู่มาก จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทำให้นักลงทุนควรลงทุนอย่างระมัดระวังนะครับ

สำหรับวันนี้หุ้นที่น่าจับตามอง 5 อันดับแรก คือ

BANPU  มูลค่าการซื้อขาย 3,436  ล้านบาท ปิดที่ 16.50 บาท ลดลง 1.00 บาท (-5.71 %)
BCPG  มูลค่าการซื้อขาย 2,791  ล้านบาท ปิดที่ 12.50 บาท ลดลง 0.70 บาท (-5.30 %)
CPALL  มูลค่าการซื้อขาย 2,546 ล้านบาท ปิดที่ 61.50 บาท ลดลง 2.50 บาท (-3.91 %)
KBANK  มูลค่าการซื้อขาย 2,317 ล้านบาท ปิดที่ 185.50 บาท ลดลง 6.50 บาท (-3.39 %)
SCB  มูลค่าการซื้อขาย 2,200  ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท ลดลง 6.00 บาท (-3.97%)

แนะนำลงทุนทื่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 การบริโภคที่ต้องกิอนตอ้งใช้ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ของโลก รวมทั้งมีรายได้จากต่างประเทศประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับหุ้นที่ผลประกอบการลดลงเกิน 30%

จากการสำรวจราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ SET ช่วง 9 เดือนแรกปี 59 โดยเทียบราคาปิด ณ วันที่ 30 ธ.ค.58-31 ส.ค. 59 โดยการสำรวจครั้งนี้จะขอนำเสนอหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงเกิน 30% เท่านั้น สำหรับหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมีทั้งหมด 10 ตัว ประกอบด้วย SOLAR, TASCO, RICH, CSS, KC, EMC, JWD, TRC, ITD และ TSI

ทั้งนี้แม้ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะอ่อนตัวลงหนัก หากมองอีกด้านหนึ่งหุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงได้เช่นกัน เพราะเมื่อดูแผนการดำเนินงานหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังมีลุ้นฟื้นตัว อีกทั้งพื้นฐานบางตัวก็ยังแข็งแกร่ง การหาจังหวะเข้าสะสมหุ้นร่วงหนักช่วงนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะได้เก็บของถูกเข้าพอร์ตอีกครั้ง

*อนึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

sme thai วิจัยและพัฒนา

“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หวังหาเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องกู้ยืม

“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หวังหาเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องกู้ยืม

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมฯ ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำผู้บริหารของธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจบริการ ที่ผ่านการพัฒนามาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมฯ กำหนด และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินกิจการ โดยมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท มีรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท จำนวน 50 ราย เข้าเยี่ยมชมตลาดหลักทรัพย์ฯ

และรับฟังแนวทางการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 18 ก.พ.59 เพื่อผลักดันให้บริษัทดังกล่าวสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนำเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินหรือต้องเสียดอกเบี้ย

ทั้งนี้ กรมฯ จะนำธุรกิจทั้ง 50 ราย ไปรับฟังแนวทางการเข้าตลาดหลักทรัพย์จากนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai และได้เชิญบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประสบความสำเร็จเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว เพื่อมาแนะนำเทคนิคการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้กับผู้ประกอบการ

จาก กรุงเทพธุรกิจ

หุ้นร่วง ในวันที่ 10 ต.ค. 59

ตลท.เตรียมจัด’ไทยแลนด์โฟกัส’ 2-4 ธ.ค.นี้

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.กำหนดวันจัดงานไทยแลนด์ โฟกัส ในวันที่ 2-4 ธ.ค. นี้ จากเดิมที่เลื่อนจากวันที่ 26-28 ส.ค. โดยธีมงานยังคงเดิม คือ Oppertunity Growth And Reform โดยคาดว่านักลงทุนสถาบันต่างประเทศจะเข้าร่วมงานใกล้เคียงกับปี 2557 ที่ประมาณ 100 ราย จากที่ประเทศไทยมีพัฒนาการหลาย ๆ เรื่อง ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการรับฟังในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจจากที่มีทีมเศรษฐกิจใหม่ และเรื่องนโยบายการลงทุน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติที่มีการขายหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันไปแล้ว 1 แสนล้านบาทจากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง ขณะที่ตลาดภูมิภาคก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ซึ่งในเรื่องของการเพิ่มนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ตลท. ก็มีการโรดโชว์อย่างต่อเนื่องและมีการพาบริษัทจดทะเบียนไปพบกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนสถาบันไทย ตลท.ก็มีการหารือกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เข้ามาลงทุนในหุ้นมากขึ้น

สำหรับในวันที่ 1 ต.ค. จะมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ใหม่เริ่มเปิดดำเนินการคือ บล.เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ (SBITO) โดยเชื่อว่าจะไม่ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น เพราะ บล.ของไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันมาตลอด ก็เชื่อว่าน่าจะผ่านไปได้ ซึ่ง บล.ดังกล่าวจะมีการเปิดให้บริการส่งคำสั่งออนไลน์เท่านั้น โดยก็ต้องติดตามดูว่าเทคโนโลยีที่ บล.ดังกล่าวเป็นอย่างไร เพื่อที่จะสามารถพัฒนาระบบการซื้อขายของโบรกเกอร์ไทย

“จากที่ ก.ล.ต. มีการเปิดเสรีโบรกเกอร์มาสักระยะ ซึ่งทุกคนก็มีการเตรียมตัวรองรับในการเปิดเสรี โดยเร็ว ๆ นี้ก็จะมีโบรกเกอร์รายใหม่ คือ SBITO เปิดให้บริการ 1 ต.ค. ก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง เพราะโบรกเกอร์ไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมาตลอด ก็น่าจะผ่านไปได้” นางเกศรา กล่าว

ข่าวจาก : กรุงเทพธุรกิจ