Skip to main content
sme thai วิจัยและพัฒนา

เริ่มต้นธุรกิจทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เริ่มต้นธุรกิจทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไปแล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว Read More

sme thai วิจัยและพัฒนา

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 2

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 2

          ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งพบว่า SMEs จำนวนมากมีปัญหาด้านการบริหารจัดการ การบริหารจัดการเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในด้านอื่นๆ แต่เนื่องจาก SMEs มักเริ่มต้นจากผู้มีประสบการณ์ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อมาประกอบธุรกิจเอง ก็มักจะขาดทักษะด้านการบริหารจัดการ เมื่อการบริหารจัดการไม่เป็นระบบ ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ควรทำอะไร ทำให้โอกาสในการได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการสร้างธุรกิจก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากคนที่มีความรู้ความสามารถเมื่อมาพบกับผู้บริหารที่ไม่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการก็จะขาดความมั่นใจ ก็จะลาออก ซึ่งจะเห็นได้ว่า SMEs ที่เจ้าของไม่มีจิตวิทยาในการบริหาร มักมีปัญหาในการจ้างคนที่มีความรู้ความสามารถ คนเข้าออกบ่อย เพราะ SMEs จะไม่มีจุดอื่นในการดึงดูดคนให้ทำงานกับองค์กรนานๆ ในที่สุดก็อาจได้แต่คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถ

         ปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นปัญหาที่เจ้าของมักไม่รู้ และคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นจุดสำคัญในการนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างง่ายๆ จากประสบการณ์จริง มีโรงงาน 2 แห่งเป็นพี่น้องกัน โรงงานขนาดพอๆ กัน จำนวนคนพอๆ กัน คนน้องเป็นคนที่มีความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการดี ในขณะที่คนพี่ค่อนข้างทำงานแบบลูกทุ่ง บริหารงานแบบข้ามาคนเดียว เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทำงานไม่เป็นระบบ ทั้ง 2 โรงงานต้องการให้ที่ปรึกษาวางระบบบัญชีให้โดยการเข้าร่วมโครงการของรัฐ โรงงานน้องได้มอบหมายให้ภรรยา และพนักงาน 1 คน จบ ปวช. มารับคำปรึกษาแนะนำจากที่ปรึกษา และสนับสนุนในทุกรูปแบบให้สามารถทำบัญชีให้สำเร็จ เนื่องจากเห็นถึงความสำคัญ

          ในขณะที่โรงงานพี่ ก็มอบหมายให้ภรรยาและพนักงานซึ่งจบ ปวช. 1 คนมารับคำปรึกษาและจัดทำระบบบัญชี เช่นกัน ทั้ง 2 โรงงานใช้ที่ปรึกษาคนเดียวกัน โรงงานน้องสามารถจัดทำระบบบัญชีได้สำเร็จภายในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน เนื่องจากมีการมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ และไม่แทรกแซงการทำงาน แต่จะสนับสนุนสิ่งที่จำเป็นอย่างเต็มที่ ในขณะที่โรงงานพี่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถจัดทำระบบบัญชีได้ เพราะผู้บริหารจะมอบหมายให้พนักงานทำงานหลายๆ อย่างตามที่ตนเองต้องการ เมื่อที่ปรึกษากลับก็จะให้ไปทำอย่างอื่น งานที่ที่ปรึกษามอบหมายให้ทำ ก็ไม่มีความคืบหน้า ภรรยาก็ไม่ได้ให้เวลากับงานบัญชี ยังคงทำงานทุกอย่างที่เข้ามาตามความเคยชิน ทั้งงานการขาย งานจัดซื้อ งานบริหารทั่วๆ ไปของโรงงาน ทั้งที่งานต่างๆ เหล่านี้ก็มีคนทำอยู่แล้ว แต่ไม่ไว้วางใจ และในที่สุดผู้พี่ก็โทษที่ปรึกษาว่าไม่มีความสามารถในการจัดทำระบบบัญชี คือไม่โทษตัวเอง ไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากตนเอง ทั้งที่ที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องพยายามอธิบายว่าปัญหาเกิดจากอะไร นี่คือสิ่งที่อันตราย เพราะผู้ที่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการจำนวนมากมักไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นตัวปัญหา แต่มักจะโทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา คือคนอื่นแย่หมด ตนเองดีอยู่คนเดียว เช่น พนักงานลาออก ก็จะด่าว่าพนักงานทำงานไม่ดี ไม่มีความตั้งใจ คู่แข่งให้ค่าจ้างสูงกว่า เกิดจากปัญหาส่วนตัว แต่ไม่เคยยอมรับว่าที่ลาออกอาจมาจากการบริหารงานที่ไม่เป็นระบบ บรรยากาศการทำงานไม่ดี ผู้บริหารไม่ฟังคนอื่น เชื่อมั่นใจตัวเองสูง ใช้คำพูดหยาบคายในการด่าลูกน้อง เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะต้นตอของปัญหา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กร ไม่รู้ว่าตนเองเป็นปัญหา ลูกน้อง คนใกล้ชิดก็เกรงใจไม่กล้าบอก ปัญหาจึงยังคงมีอยู่ต่อไป และบั่นทอนการเติบโตของ SMEs อย่างน่าเสียดาย
การแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการ SMEs มีบุคลิกที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น คิดแต่ว่าตนเองถูก คนอื่นผิด คนอื่นไม่ดี

     แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีมีอยู่หลายๆ แนวทางวิธีแรกก็คือการได้มีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ เช่น หลักสูตรการบริหารงาน SMEs หลักสูตรการเป็นผู้นำ หลักสูตรการสอนงาน เป็นต้น การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้จะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ และเมื่อมีเปรียบเทียบกับตนเอง ก็จะเห็นถึงความแตกต่าง และอาจสามารถวิเคราะห์ต่อไปว่าปัญหาขององค์กรตนเป็นอย่างไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ก็ทำให้เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง

        อีกแนวทางหนึ่งคือการหาที่ปรึกษามาช่วยให้คำปรึกษาแนะนำ ที่ปรึกษาจะต้องมีความรู้และประสบการณ์และมีทักษะในการโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การมีที่ปรึกษาทำให้สามารถช่วยวิเคราะห์ปัญหาได้ดี และสามารถช่วยติดตามได้ว่าคำปรึกษาแนะนำได้ถูกนำไปปฏิบัติหรือไม่ ได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลก็ปรับวิธีการใหม่ๆ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งทำตามที่ที่ปรึกษาแนะนำแล้ว แต่ด้วยความเคยชิน ก็อาจกลับมาทำแบบเดิมอีก การหาที่ปรึกษาอาจจะหาเองโดยตรงหรือเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น ก็จะมีโอกาสใช้ที่ปรึกษาที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยในการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการ

อีกวิธีหนึ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการ คือ การหาโอกาสไปดูงานในกิจการของผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเป็นกิจการของเพื่อนๆ ที่เป็นธุรกิจเดียวกันหรือคนละธุรกิจ หรือกิจการของคนอื่นที่ยินยอมให้ผู้สนใจเข้าชมเพื่อเป็นวิทยาทานซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเข้าร่วมโครงการซึ่งจัดโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น จะมีโอกาสได้เข้าชมการบริหารจัดการของกิจการอื่นที่ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ก็จะเกิดความมานะในการปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าเป็นประเภทชอบแก้ตัว อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อไม่ต้องปรับตัวตามกิจการอื่น ก็คงจะปรับปรุงแก้ไขได้ยาก การจะแก้ไขได้จะต้องเปิดใจ พร้อมที่จะปรับปรุงอย่างไม่มีข้ออ้างใดๆ

          ปัญหาด้านการผลิต SMEs ทุกรายต้องมีการผลิต จะมากหรือน้อยเท่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ถ้าเป็นโรงงานผลิต ก็จะต้องดูแลด้านการผลิตเต็มๆ ไม่น้อยไปกว่าการขาย ถ้าเป็นบริการประเภทร้านอาหาร การผลิตหรือการปรุงอาหารก็มีความสำคัญมากพอๆ กับการผลิตสินค้า แต่ถ้าเป็นประเภทซื้อมาขายไป ปัญหาการผลิตก็จะน้อย
ปัญหาด้านการผลิตที่พบส่วนมากจะพบใน SMEs ที่เป็นประเภทผลิตและจำหน่าย คือ มีโรงงานผลิตเอง และนำสินค้าที่ผลิตไปจำหน่าย

SMEs ที่มีโรงงานผลิตสินค้า ไม่ว่าโรงงานขนาดเล็กหรือโรงงานขนาดใหญ่ จำนวนมากจะมีปัญหาด้านการผลิตในรูปแบบต่างๆ เช่น ปัญหาสินค้าที่ผลิตคุณภาพไม่สม่ำเสมอ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาอัตราการสูญเสียสูง ไม่สามารถผลิตสินค้าให้สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด ปัญหาเครื่องจักรเสียบ่อย ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ปัญหาที่กล่าวข้างต้นเป็นปัญหาพื้นฐานที่ SMEs ส่วนใหญ่ประสบ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าผู้บริหารเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารการผลิตมาก่อน เช่น เคยเป็นผู้จัดการโรงงานมาก่อน ก็จะสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โรงงานที่มีเครื่องจักรที่ใหม่กว่า ปัญหาด้านเครื่องจักรเสียบ่อยก็มีน้อยกว่าโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเก่ามาหลายสิบปี

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต
การแก้ไขปัญหาด้านการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประสิทธิภาพการผลิตมีผลต่อคุณภาพสินค้าซึ่งจะมีผลต่อการตลาด เนื่องจากหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าก็จะไม่เชื่อถือ ขยายตลาดลำบาก หรือขายไม่ได้ราคา หรือหากผลิตสินค้ามีคุณภาพ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมีส่วนที่สูญเสียสูง สินค้าที่ถูกคัดออก เนื่องจากไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้พลังงานมาก ก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูง ทำให้ขาดทุนสูงหรือกำไรน้อย หากจะขายให้ได้กำไร ราคาจะสูง ก็ไม่สามารถแข่งขันได้

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิตจะต้องปรับปรุงทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านโรงงานควบคู่กันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคหรือเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิตของ SMEs

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต ผู้ประกอบการอาจจะใช้วิธีการศึกษาด้วยตนเองหรือเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการผลิตและนำมาประยุกต์ใช้กับโรงงาน

อีกแนวทางหนึ่งในการปรับปรุงแก้ไขคือการขอคำปรึกษาแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการผลิตซึ่งผู้ประกอบการอาจจ้างเองโดยตรงโดยการสืบค้นหาผู้เชี่ยวชาญจากระบบฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือเข้าร่วมโครงการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิตซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีโครงการในลักษณะนี้หลายโครงการ ค่าใช้จ่ายไม่สูง เนื่องจากภาครัฐมีเงินอุดหนุนในการจ้างที่ปรึกษา

นอกจากนี้การศึกษาดูงานจากโรงงานของเพื่อนๆ หรือโรงงานอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการยินยอมให้เข้าชมเพื่อเป็นวิทยาทาน การเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็มีกิจกรรมการดูงานแทรกอยู่ด้วย และที่สำคัญคือการร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะมีเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ทำให้เกิดเครือข่าย เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งไม่เฉพาะด้านการผลิต แต่ครอบคลุมในด้านอื่นๆ อีก เช่น ด้านการตลาด การบริหารจัดการ เป็นต้น

ปัญหาของ SMEs มีมากมาย ปัญหาหลักๆ ที่ยกขึ้นมากล่าวนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่มักจะพบทั่วไป หากได้รับการแก้ไขแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาลงไปโดยปริยาย

บทความโดย : ณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์

sme thai วิจัยและพัฒนา

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

R&D หรือ Research & Development (วิจัยและพัฒนาสินค้าหรือบริการ) อาจเป็นคำที่ดูน่ากลัวสำหรับธุรกิจรายเล็กๆ อย่าง SME เพราะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องขององค์กรใหญ่ๆ ต้องใช้ต้นทุนและความรู้สูงถึงจะทำได้ แต่ความจริงแล้ว R&D เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็สามารถทำได้เองง่ายๆ แค่เพียงเป็นการหาข้อมูลว่าปัญหาของผลิตภัณฑ์คืออะไร และความต้องการลูกค้าคืออะไร และพยายามปรับปรุงสินค้าของเราให้ดีขึ้นและตรงใจลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การพยายามทดลองหาสูตรน้ำซุปของร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ได้รสชาติตรงกับที่ลูกค้าชอบ หรือการทดลองปรับสูตรการผลิตขนมปังเพื่อลดต้นทุนก็ถือเป็นการทำ R&D อย่างหนึ่งเช่นกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักๆ ของ R&D มีไว้เป็นเครื่องมือช่วยให้เราพัฒนาสินค้าบริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ง่ายขึ้น และยังทำให้ได้เปรียบคู่แข่งด้วยการลดต้นทุน พัฒนาสินค้าใหม่ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเดิมให้ตรงใจลูกค้ามากกว่าอีกด้วย

ถึงแม้ว่าธุรกิจที่เรามีอยู่อาจไม่ได้มีงบถึงขั้นไปจ้างทีม outsource มาเพื่อช่วยทำ R&D ได้ แต่ความจริงแล้วเราสามารถทำ R&D ได้เองและใช้ได้จริงจากหลายๆ อย่างใกล้ตัว ด้วยเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้

ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาให้ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายสำหรับการทำ R&D คือส่วนสำคัญ โดยควรตั้งเป้าว่าจะพัฒนาสินค้าเพื่ออะไรพร้อมๆ กับคิดไปด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำออกมาได้จริงหรือไม่ เช่น ถ้าช่วงเวลานั้นสินค้าของเราเริ่มจะไม่เป็นที่ต้องการผู้ใช้ เราควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าเดิมที่มีอยู่หรือสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้อีกครั้ง หรือเราอาจตั้งเป้าจะลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายเมื่อรู้สึกว่าต้นทุนที่มีสูงเกินไปทั้งๆ ที่สามารถลดทอนบางส่วนลงมาได้

เหมือนอย่าง Apple ที่ตั้งเป้าหมายให้สินค้าตรงตามใจลูกค้าโดยคอยสำรวจความต้องการของลูกค้าจากสินค้าเวอร์ชั่นเก่าๆ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อยอดให้กับสินค้าที่กำลังจะออกใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้สินค้าเหล่านั้นตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม

เตรียมทีมงานให้พร้อม

หลังจากกำหนดเป้าหมายไว้ในใจอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาคือการสร้างทีม ซึ่งในกรณีที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ เราสามารถหาคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านอย่างเช่น ด้านวิศวกรรม การคิดค้น ด้านการตลาด และด้านการเงิน มารวมตัวกันเพื่อทำ R&D แต่หากเราเป็นเพียงธุรกิจ SME ก็ไม่ต้องกังวล เพราะการทำ R&D อาจไม่จำเป็นต้องใช้ผู้มีความสามารถเฉพาะด้านก็ได้ แต่ต้องให้ทีมงานที่ทำงานร่วมกันเข้าใจเป้าหมายและวิธีการทำงานในทิศทางเดียวกัน

วิธีง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้พนักงานก็คือให้ความรู้และความเข้าใจในเป้าหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึงจากการทำ R&D เพื่อให้ลูกทีมทุกคนเข้าใจไปในทางเดียวกัน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเราอาจสร้างกล่องแสดงความคิดเห็นขอไอเดียดีๆ จากพนักงานเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ หรือไอเดียสร้างสินค้าใหม่ๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง ซึ่งอาจมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับไอเดียดีๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและกระตุ้นให้พนักงานคิดและระดมสมองหาความคิดดีๆ มาเสนอก็ได้

ถามหาความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์

การพยายามผูกมิตรกับผู้อื่นย่อมส่งผลดีกับเราไม่มากก็น้อย ซัพพลายเออร์ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางการค้าที่สำคัญกับธุรกิจเรามากอีกรายหนึ่ง การผูกมิตรเอาไว้อาจช่วยให้เข้าถึงวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้นได้ อีกช่องทางหนึ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าจะสามารถช่วยได้ก็คือห้องแล็ป มหาวิทยาลัยซึ่งอาจมีสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เช่าหรือยืมใช้ รวมถึงผลงานบางอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำไปทดลองปรับใช้ให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเราได้อีกด้วย

เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร คือหัวใจสำคัญที่สุด

เพื่อไม่ให้การทำ R&D ของเราสูญเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดและควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการทำ Research ข้อมูลจากกลุ่มลูกค้า เพราะคงไม่มีประโยชน์ถ้าเราพยายามพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นแต่กลับไม่ตรงตามความต้องของผู้ซื้อ โดยเราเราสามารถเริ่มจากไปสำรวจว่าผู้บริโภคส่วนมากมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างไร หรือเหตุใดจึงเลือกผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง อาจใช้เครื่องมืออย่าง Google หาข้อมูลพื้นฐานต่างๆ และรวมไปถึงใช้ดูว่าเทรนด์ตลาดมีทิศทางเป็นอย่างไร อย่างเช่น ถ้าเราทำสินค้าเกี่ยวกับเครื่องดื่ม แล้วเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงนี้หันมาเอาใจใส่สุขภาพ เราอาจผลิตเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดช่วงนั้น หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่คิดจะทำรสชาติน้ำซุปใหม่ๆ ทางร้านก็ต้องคอยติดตามผลตอบรับของผู้ทานว่ามีรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง หวานไปรึเปล่า หรือเค็มไปรึเปล่า ชอบใจในรสชาติไหม

จะเห็นได้ว่าการทำ Research เป็นส่วนที่สำคัญมากในการเริ่มกระบวนการ R&D เพราะช่วยทำให้รู้ช่องทางและโอกาสที่เราจะเข้าไปอยู่ในตลาดได้ อีกทั้งยังทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีทิศทางและจัดเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ควรจะทำต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

วางแผนให้รัดกุม ลงมือทำอย่างเป็นระบบ วัดผลให้ชัดเจน

หลังจากได้ทำการค้นคว้าสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจจากหลายด้านแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์โดยนำมาประมวลผลและวางแผนการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น ตรงเวลา และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบริหารเวลาการทำงานอาจเริ่มจากวางแผนการทำงานตั้งแต่เริ่มจนถึงกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้ และเพื่อดูว่ากระบวนการเหล่านั้นยังอยู่ในกำหนดเวลาตามแผนหรือเปล่า

ถึงธุรกิจเราจะเล็กและไม่ซับซ้อนแต่การวางแผนงานเพื่อทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็สำคัญเช่นกัน เช่นถ้าเราเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเราจะพัฒนาสูตรน้ำซุปให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่าเราจะใช้วิธีไหนเก็บข้อมูลดี ซึ่งเราอาจจะเลือกใช้แบบสอบถามหรือจะถามลูกค้าโดยตรงแล้วจดบันทึกเอาเองว่า พวกเขาชอบแบบใด ซึ่งในทุกช่วงของกระบวนการควรมีการประเมินผลอยู่ตลอด และการประเมินผลก็ควรสามารถวัดค่าออกมาได้ และเมื่อลองเปลี่ยนสูตรตามข้อมูลที่เก็บได้มาแล้วก็ควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลและสรุปผล เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำลงไปยังอยู่ในขอบเขตของเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ออกมาจะยังตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่หรือไม่ โดยการวัดผลต้องเป็นไปอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไป ในทางที่ดีจริงหรือเปล่า ซึ่งนอกจากต้องกังวลปัจจัยเรื่องเวลาความคืบหน้า และผลลัพธ์ที่ออกมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงและมีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือต้นทุนที่ใช้ไปกับกระบวนการนี้ ซึ่งเราควรกำหนดไว้แต่แรกและเฝ้าระวังไม่ให้งบบานปลายด้วยเช่นกัน

R&D หรือการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเริ่มทำได้เองทุกวัน ไม่สำคัญว่าเราเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ เพียงแค่ลองวางแผนการ Research ให้ดี ตั้งเป้าหมายให้ชัด และคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เพียงเท่านี้ R&D ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว

บทความโดย : incquity.com
ประกาศบทความโดย : http://www.suthiaccounting.com