Skip to main content
คลังสินค้าและระบบบัญชี

การตรวจสอบสินค้าคงเหลือกับประเด็นทางด้านบัญชี

การตรวจสอบสินค้าคงเหลือ และ วงจรการจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า (Audit of the Inventory and Warehousing Cycle) บทความนี้ขอเน้นย้ำว่ารายการบัญชีที่เกี่ยวกับสินค้าและการจัดเก็บสินค้ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรายการบัญชีประเภทอื่น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท นกช้าง จำกัด มี การนำวัตถุดิบและแรงงานทางตรงเข้าสู่ระบบการบัญชีสินค้าและการจัดเก็บสินค้า บริษัทฯก็ควรทราบว่าต้องมีฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องได้แก่ ฝ่ายจัดซื้อวัตถุดิบ ฝ่ายการเงินซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินค่าวัตถุดิบ ฝ่ายบุคคลก็ต้องเสนอจำนวนเงินที่จะจ่ายเงินให้กับพนักงานเป็นค่าแรงงานทางตรง และเมื่อนำวัตถุดิบนั้นไปผลิตได้สินค้าแล้ว ฝ่ายอื่นๆที่ต้องเกี่ยวข้องได้แก่ ฝ่ายขายสินค้าและฝ่ายการเงินซึ่งเป็นผู้เก็บเงิน

ผู้ตรวจสอบบัญชีจะพบว่าการตรวจสอบสินค้าคงเหลือนั้นมีความสำคัญ โดยเฉพาะการทดสอบยอดคงเหลือสินค้าปลายงวด ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานทั้งการพิสูจน์ความมีอยู่จริง และการตีมูลค่าของสินค้า ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลทำให้การตรวจสอบมีความซับซ้อนได้แก่

  1. สินค้าคงเหลือถือเป็นรายการสำคัญในงบดุล และถือเป็นรายการที่มีมูลค่ามากที่สุดรายการหนึ่งในเงิน ทุนหมุนเวียนของกิจการ
  2. กิจการอาจมีที่เก็บสินค้าหลายแห่ง ทำให้การควบคุมและการตรวจนับทำได้ยาก แม้ว่าการมีสถานที่เก็บสินค้าหลายแห่งมีประโยชน์ ในเชิงการผลิต และการตลาดเพราะทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภค แต่การเก็บสินค้าหลายแห่งนี้ทำให้การตรวจสอบมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
  3. ผู้ตรวจสอบบัญชีมักพบว่าหากกิจการมีสินค้าหลากหลายประเภท การตรวจสอบจะทำได้ยากขึ้น เช่น หากต้องตรวจสอบเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สอบบัญชีอาจเผชิญกับปัญหาการสังเกต การตรวจนับและการวัดมูลค่า
  4. การวัดมูลค่าสินค้าหลายประเภทมีความยากลำบากเนื่องจากสินค้าอาจมีการล้าสมัย และการปันส่วนต้นทุนการผลิตให้กับสินค้านั้น มีความซับซ้อน
  5. วิธีวัดมูลค่าต้นทุนมีหลายวิธีซึ่งหากกิจการเลือกที่จะวัดมูลค่าสินค้าวิธีหนึ่งกับบางประเภทสินค้า และใช้วิธีอื่นสำหรับประเภทสินค้าอื่น ก็สามารถกระทำได้ตามหลักการบัญชี แต่วิธีการที่ใช้ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ

ความหมายของคำว่า “สินค้าคงเหลือ”

ความหมายของ สินค้าคงเหลือ ในทางการบัญชี คือ ทรัพย์สินที่กิจการมีไว้เพื่อขาย หรืออาจให้ความหมายโดยละเอียดยิ่งขึ้นว่า สินค้าคงเหลือ คือ “สินค้าสำเร็จรูป งานหรือสินค้าระหว่างทำ วัตถุดิบ และวัสดุใช้ในการผลิตเพื่อขายตามปกติของกิจการ

  1. สินค้าอยู่จริงและครบถ้วน (Existence and Completeness) สินค้าคงเหลือที่แสดงในงบการเงินต้องมีอยู่จริง และมิได้แสดงมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะยอดตัวเลขของบัญชีสินค้าคงเหลือมีผลต่อการคำนวณต้นทุน เพราะหากสินค้าคงเหลือปลายงวดแสดงไว้สูงเกินจริง จะทำให้กิจการแสดงกำไรสุทธิสูงเกินจริงด้วย ดังนั้นการมีอยู่จริงของสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจสอบต้องเน้น โดยเฉพาะหากกิจการมีการเก็บสินค้าไว้หลายแห่ง หรือมีความเสี่ยงที่สินค้าในบัญชีอาจไม่ตรงกับสินค้าตามที่มีอยู่จริง เช่น กิจการเก็บสินค้าในคลังสินค้าของผู้อื่น กิจการขายสินค้าโดยการฝากขาย และกิจการรับฝากขายสินค้า เป็นต้น
  2. กิจการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีภาระหนี้สินเกี่ยวกับสินค้า (Rights and Obligations) นอกจากการตรวจสอบว่ามีสินค้าอยู่จริงหรือไม่ ผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบให้ทราบว่ากิจการมีกรรมสิทธิ์ ในสินค้าที่ปรากฏในงบการเงินด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกิจการมีสินค้าระหว่างทาง สินค้าฝากขาย และสินค้าสั่งทำ จะต้องมีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังในเรื่องกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่ากิจการมีภาระที่ต้องชำระสินค้าหรือไม่
  3. การวัดมูลค่าสินค้าในงบการเงิน (Valuation) การตรวจสอบว่ามูลค่าที่นำมาแสดงในงบการเงินถูกต้องตามที่ควรนั้น ผู้ตรวจสอบควรตรวจสอบ ประเด็นต่างๆ ดังนี้
    1) วัตถุดิบที่ซื้อและวัสดุคงเหลือ แสดงด้วยราคาทุนที่ซื้อจากผู้ขาย หักด้วยประมาณจำนวนที่จะได้ลดราคา และเพิ่มด้วยค่าขนส่งที่ต้องจ่าย
    2) ระบบบัญชีต้นทุนมีความเหมาะสมในการโอนราคาวัตถุดิบ ค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายโรงงานไปคิดเป็นต้นทุนการผลิต
    3) ระบบบัญชีต้นทุนมีความเหมาะสมในการแสดงต้นทุนการผลิต และทำให้การคำนวณราคาสินค้าระหว่างผลิตเหมาะสม
    4) กิจการได้ใช้วิธีการบัญชีที่รับรองทั่วไปในการโอนต้นทุนต่างๆเข้าเป็นต้นทุนผลิต
    5) สินค้าคงเหลือต้องมีการตีราคาตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าที่ขายได้ช้า และล้าสมัยควรแสดงราคาในงบการเงินไม่สูงกว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับ
  4. การแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบการเงินและการเปิดเผยข้อมูล (Presentation and Disclosure) สินค้าคงเหลือต้องแสดงในงบดุลเป็นรายการหนึ่งต่างหากภายใต้สินทรัพย์หมุนเวียน และมีรายละเอียดสินค้าคงเหลือประเภทต่างๆไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบและวัสดุ ส่วนวัสดุโรงงานอาจแสดงรวมกับวัตถุดิบหรือรวมเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้าก็ได้ นอกจากนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินให้แสดงหลักเกณฑ์การตีราคา วิธีบัญชีสินค้าคงเหลือ และหากมีสินค้าคงเหลือถูกใช้เป็นหลักประกันหนี้สินต้องแจ้งภาระผูกพันนี้ไว้ด้วย

กระบวนการตรวจสอบการซื้อและการผลิตเพื่อได้มาซึ่งสินค้าคงเหลือ การตรวจสอบการซื้อ การผลิต และสินค้าคงเหลือ อาจแบ่งงานออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

  1. การสอบทานโดยการวิเคราะห์

1.1 วิธีการเปรียบเทียบรายการ เปรียบเทียบ การซื้อสินค้าคงเหลือ และอัตรากำไรขั้นต้นระหว่างปีปัจจุบันกับปีก่อน และทำการ เปรียบเทียบกับกิจการอื่นที่มีลักษณะการประกอบการคล้ายคลึงกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงและข้อแต่ต่างเป็นจำนวนมาก ให้สังเกตและหาสาเหตุ

1.2 การใช้อัตราส่วนทางการเงิน ให้ผู้ตรวจสอบคำนวณอัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้า โดยเฉพาะอัตราหมุนเวียนของสินค้าแล้วเปรียบเทียบกับข้อมูลปีก่อน และกิจการอื่นที่มีลักษณะการประกอบการคล้ายคลึงกัน

  1. วิธีการตรวจสอบ

2.1 การสังเกตการตรวจนับสินค้าคงเหลือ (Inventory Observation)

การสังเกตการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี เป็นวิธีการที่ได้ผลที่สุดในการพิสูจน์ ความมีอยู่จริงของสินค้า ด้วยเหตุนี้การสังเกต การตรวจนับสินค้าคงเหลือถือเป็นวิธีการตรวจสอบที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน การสอบบัญชีรหัส 501 และในด้านภาษีอากร การตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจในความถูกต้องของการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเป็นต้องมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีหากไม่สามารถตรวจนับสินค้าคงเหลือได้แล้ว ผู้ตรวจสอบยังจำเป็นต้องหาวิธีการตรวจสอบอื่น เช่น การสอบทานวิธีการและผลการตรวจนับสินค้าคงเหลือของลูกค้า การทดสอบวิธีการบัญชีเกี่ยวกับการรับ-จ่ายสินค้า และตรวจนับสินค้าคงเหลือบางรายการด้วยตนเองภายหลัง การตรวจนับสินค้าคงเหลือมีประเด็นควรพิจารณาดังนี้

  • การสังเกตการณ์ การพิจารณาเรื่องการควบคุมภายในเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการวางแผนและวิธีการตรวจนับของกิจการ
  • การตรวจนับสินค้าคงเหลือเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารที่ต้องจัดให้มีการตรวจนับสินค้าคงเหลือ
  • ผู้ตรวจสอบมีหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการตรวจนับ และทดสอบการตรวจนับ ต้องเปรียบเทียบผลการทดสอบการตรวจนับที่ทำ โดยผู้ตรวจสอบกับจำนวนที่กิจการตรวจนับได้
  • การสังเกตการตรวจนับ ผู้ตรวจสอบต้องดูสภาพและคุณภาพของสินค้าต่างๆด้วย ทั้งนี้สินค้าเก่าหรือล้าสมัย ชำรุดเสียหาย หรือจำหน่ายได้ช้า ให้จดรายละเอียดสินค้าไว้ด้วย เพื่อประโยชน์การตีราคาสินค้าตามวิธีการบัญชีที่รับรองทั่วไป
  • สินค้าที่ตรวจนับต้องผ่านการตัดยอดการรับและจ่ายสินค้า โดยให้จดเลขที่ใบรับของและใบส่งของฉบับสุดท้ายจนถึงวันที่ตรวจนับรวมสินค้าทั้งสิ้นตามใบรับของที่ลงบัญชีแล้ว และไม่รวมสินค้าที่ได้ทำใบส่งของและลงบัญชีเป็นขายแล้ว
  • การขายสินค้ารับรู้รายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ดังนั้นรายการสินค้าระหว่างทาง จึงไม่ถือเป็นการขาย แต่ถือรวมเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าคงเหลือ ถ้าเป็นการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศตามปกติ จะรับรู้รายได้เมื่อสินค้าลงเรือเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากสินค้ายังไม่ลงเรือครบเรียบร้อย ถือว่ายังรวมเป็นสินค้าคงเหลือ
  • การซื้อสินค้า ตามปกติเมื่อได้รับสินค้าแล้วจึงถือรวมเป็นสินค้าคงเหลือ แต่ถ้าซื้อสินค้าจากต่างประเทศ อาจรับรู้สินค้าในบัญชีก่อนรับสินค้า เช่น บันทึกการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ในบัญชีเมื่อผู้ซื้อรับรองหรือจ่ายเงินตามตั๋วเงินและได้รับใบตราส่งสินค้า(Bill of Lading) แล้ว ดังนั้น หากในวันสิ้นปีมีสินค้าที่ซื้ออยู่ระหว่างการขนส่งให้ถือสินค้าระหว่างทางเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าคงเหลือ
  • สินค้าที่กิจการส่งไปฝากขายคงเหลือในมือลูกค้า ณ วันสิ้นปี ควรถือเป็นสินค้าคงเหลือแต่สินค้าที่กิจการรับฝากขายคงเหลือ ณ วันสิ้นปีต้องไม่รวมเป็นสินค้าคงเหลือ กรณีกิจการฝากสินค้าไว้กับคลังสินค้าผู้อื่น ควรตรวจสอบใบรับของคลังสินค้าเพื่อทราบรายการและปริมาณสินค้าที่ฝากไว้ หรือขอยืนยันยอดสินค้าคงเหลือในคลังสินค้ากับผู้รับฝาก

2.2 การตรวจสอบหลักเกณฑ์และวิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือ

ผู้ตรวจสอบต้องพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบสินค้าคงเหลือว่าเป็นไปตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และปฏิบัติเช่นเดียวกับปีก่อน ให้พิจารณาว่าการตีราคาสินค้าได้ใช้วิธีใดระหว่าง วิธีราคาทุน วิธีราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า และวิธีราคาขาย นอกจากนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าราคาทุนที่ใช้นำมาจากวิธีการบัญชีใดระหว่าง FIFO LIFO ราคาทุนถัวเฉลี่ยและต้นทุนมาตรฐาน หากกิจการซื้อสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และวัสดุจากบุคคลภายนอก ให้ตรวจสอบราคาทุนของสินค้าโดยตรวจสอบบิลซื้อ สอบถามผู้ขายหรือเปรียบเทียบกับราคาที่ซื้อจากใบส่งของในระยะสิ้นปี ถ้าซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ราคาสินค้าย่อมรวมราคาตามใบกำกับสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากรขาเข้า แต่ไม่รวมกำไรที่บริษัทคิดเพิ่มขึ้นเอง หากต้องการหาราคาตลาดของสินค้า อาจสอบถามแผนกจัดซื้อหรือหาโดยตรงจากตลาด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบให้ทราบราคาสินค้านี้ควรกระทำโดยทดสอบสินค้าบางส่วน

การตรวจสอบสินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นและสินค้าระหว่างผลิต การทดสอบราคาอาจใช้วิธีสอบทานบัญชีต้นทุนที่กิจการใช้อยู่ ควรมีการทดสอบต้นทุนของสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าระหว่างผลิตบางรายการ โดยติดตามรายการโอนวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการผลิต มาเป็นต้นทุนของรายการนั้นๆ จากหลักฐานต่างๆ เช่น ใบเบิกวัตถุและบัตรแสดงเวลาทำงาน เป็นต้น และการคำนวณค่าใช้จ่ายในการผลิตที่โอนเข้าต้นทุนโดยเทียบเคียงกับต้นทุนของปีก่อนๆ ด้วย อย่างไรก็ดี ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าระหว่างผลิตนี้ต้องไม่รวมกำไรที่แผนกหนึ่งคิดเอากับอีกแผนกหนึ่ง

2.3 การตรวจสอบการคำนวณราคา

การตรวจสอบการคำนวณราคามีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณราคาสินค้าแต่ละรายการ และการรวมยอดในรายละเอียดสินค้าคงเหลือแต่ละหน้า ทั้งนี้มักกระทำโดยการทดสอบสินค้าคงเหลือที่เป็นจำนวนเงินมาก แต่อาจมีการทดสอบสินค้าคงเหลือที่มีจำนวนเงินน้อยบางส่วนด้วย

2.4 การตรวจสอบการตัดยอดซื้อ

ผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบยอดซื้อเพื่อทราบว่ารายการซื้อที่ลงบัญชีไว้นั้นเป็นรายการซื้อที่ถูกต้องและครบถ้วนของปีปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบระหว่างรายการซื้อกับบิลซื้อ ใบรับของและบัญชีรายละเอียดสินค้าสำหรับระยะเวลาตอนสิ้นปีต่อต้นปีใหม่ เช่นระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม ถึง 15 มกราคม เป็นต้น ในการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบต้องทราบว่าใบรับสินค้าฉบับสุดท้ายในวันสิ้นปีเลขที่ใด และตามเงื่อนไขการซื้อมีสินค้าระหว่างทางรายใดบ้างที่ต้องถือเป็นรายการซื้อ ณ วันสิ้นปี ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบเพื่อให้ได้ยอดซื้อต่อไป

2.5 การตรวจสอบการตัดยอดขาย

การตรวจสอบการขายช่วงเวลาสิ้นปี มีจุดประสงค์ทำให้ผู้ตรวจสอบทราบว่าสินค้าที่ขายในวันสิ้นปีไม่รวมอยู่เป็นสินค้าคงเหลือ ดังนั้นผู้ตรวจสอบต้องตรวจสอบว่ามีการลงรายการขายของปีอย่างถูกต้อง โดยเปรียบเทียบรายการขายกับบิลขาย ใบส่งของ และบัญชีรายละเอียดสินค้า สำหรับระยะเวลาตอนสิ้นปีต่อต้นปีใหม่ เช่นระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม ถึง15 มกราคม เป็นต้น นอกจากนี้ในการตรวจสอบใบส่งของ ควรพิจารณาเปรียบเทียบกับรายการส่งคืนรายใหญ่ๆ ในระยะสิ้นปีต่อต้นปีด้วยเพื่อทราบว่าการลงรายการส่งคืนถูกต้องตรงกับการส่งสินค้าคืนให้บุคคลภายนอกด้วย

2.6 การตรวจสอบต้นทุนสินค้าที่ขาย

หากกิจการใช้วิธีการบัญชีสินค้าแบบ Periodic Method ความถูกต้องของต้นทุนสินค้าขึ้นอยู่กับความถูกต้องและครบถ้วนของยอดซื้อของปี และสินค้าที่ลงรายการซื้อแล้วแต่มิได้จำหน่ายไปรวมอยู่ในสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี ผู้ตรวจสอบต้องคำนึงถึงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ ส่วนหนึ่งของสินค้าคงเหลือสิ้นปีอาจเป็นสินค้าระหว่างทางที่เป็นรายการซื้อแล้วแต่ไม่ได้รวมให้ตรวจนับ และสินค้าที่ตรวจนับได้วันสิ้นปีอาจเป็นสินค้าที่รับฝากจากบุคคลอื่นหรือขายแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งให้ลูกค้า หากกิจการใช้วิธีการบัญชีสินค้าแบบ Perpetual Method ต้นทุนสินค้านั้นคำนวณมาจากรายการขาย ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดในต้นทุนขายมาจากการโอนบัญชีในงวดเดียวกันเช่น กิจการไม่ได้โอนต้นทุนขายในปีเดียวกันกับที่มีการขาย นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ผู้ตรวจสอบทำการวิเคราะห์อัตรากำไรขั้นต้นของแต่ละเดือนของปีเพื่อตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงที่ตัวเลขต้นทุนขายไม่สัมพันธ์กับยอดขายหรือไม่

 2.7 การตรวจสอบความเหมาะสมของสินค้าคงเหลือ

การตรวจสอบความเหมาะสมโดยทั่วไป อาจใช้การเปรียบเทียบปริมาณและราคาสินค้าคงเหลือปีปัจจุบันและปีก่อน หรืออาจคำนวณอัตราหมุนเวียนของสินค้า (turnover) ในรอบปีหนึ่ง ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่คำนวณจากการหารต้นทุนขายด้วยสินค้าหมุนเวียนของสินค้าในปีก่อน ทั้งนี้การวิเคราะห์อัตราส่วนนี้ควรแยกวิเคราะห์ตามประเภทสินค้าหรือแผนกงาน นอกจากนี้การตรวจสอบสินค้าคงเหลือ โดยทั่วไปยังรวมถึงการตรวจสอบว่ามีการประกันภัยสินค้าคงเหลือเพียงพอหรือไม่ การตรวจสอบหลักฐานจากบุคคลภายนอกว่ามีการนำสินค้าไปเป็นหลักประกันหนี้สินและมีข้อผูกพัน การซื้อขายสินค้าหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบพิจารณาความเพียงพอของการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน

sme thai วิจัยและพัฒนา

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

R&D หรือ Research & Development (วิจัยและพัฒนาสินค้าหรือบริการ) อาจเป็นคำที่ดูน่ากลัวสำหรับธุรกิจรายเล็กๆ อย่าง SME เพราะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องขององค์กรใหญ่ๆ ต้องใช้ต้นทุนและความรู้สูงถึงจะทำได้ แต่ความจริงแล้ว R&D เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็สามารถทำได้เองง่ายๆ แค่เพียงเป็นการหาข้อมูลว่าปัญหาของผลิตภัณฑ์คืออะไร และความต้องการลูกค้าคืออะไร และพยายามปรับปรุงสินค้าของเราให้ดีขึ้นและตรงใจลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การพยายามทดลองหาสูตรน้ำซุปของร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ได้รสชาติตรงกับที่ลูกค้าชอบ หรือการทดลองปรับสูตรการผลิตขนมปังเพื่อลดต้นทุนก็ถือเป็นการทำ R&D อย่างหนึ่งเช่นกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักๆ ของ R&D มีไว้เป็นเครื่องมือช่วยให้เราพัฒนาสินค้าบริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ง่ายขึ้น และยังทำให้ได้เปรียบคู่แข่งด้วยการลดต้นทุน พัฒนาสินค้าใหม่ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเดิมให้ตรงใจลูกค้ามากกว่าอีกด้วย

ถึงแม้ว่าธุรกิจที่เรามีอยู่อาจไม่ได้มีงบถึงขั้นไปจ้างทีม outsource มาเพื่อช่วยทำ R&D ได้ แต่ความจริงแล้วเราสามารถทำ R&D ได้เองและใช้ได้จริงจากหลายๆ อย่างใกล้ตัว ด้วยเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้

ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาให้ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายสำหรับการทำ R&D คือส่วนสำคัญ โดยควรตั้งเป้าว่าจะพัฒนาสินค้าเพื่ออะไรพร้อมๆ กับคิดไปด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำออกมาได้จริงหรือไม่ เช่น ถ้าช่วงเวลานั้นสินค้าของเราเริ่มจะไม่เป็นที่ต้องการผู้ใช้ เราควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าเดิมที่มีอยู่หรือสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้อีกครั้ง หรือเราอาจตั้งเป้าจะลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายเมื่อรู้สึกว่าต้นทุนที่มีสูงเกินไปทั้งๆ ที่สามารถลดทอนบางส่วนลงมาได้

เหมือนอย่าง Apple ที่ตั้งเป้าหมายให้สินค้าตรงตามใจลูกค้าโดยคอยสำรวจความต้องการของลูกค้าจากสินค้าเวอร์ชั่นเก่าๆ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อยอดให้กับสินค้าที่กำลังจะออกใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้สินค้าเหล่านั้นตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม

เตรียมทีมงานให้พร้อม

หลังจากกำหนดเป้าหมายไว้ในใจอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาคือการสร้างทีม ซึ่งในกรณีที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ เราสามารถหาคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านอย่างเช่น ด้านวิศวกรรม การคิดค้น ด้านการตลาด และด้านการเงิน มารวมตัวกันเพื่อทำ R&D แต่หากเราเป็นเพียงธุรกิจ SME ก็ไม่ต้องกังวล เพราะการทำ R&D อาจไม่จำเป็นต้องใช้ผู้มีความสามารถเฉพาะด้านก็ได้ แต่ต้องให้ทีมงานที่ทำงานร่วมกันเข้าใจเป้าหมายและวิธีการทำงานในทิศทางเดียวกัน

วิธีง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้พนักงานก็คือให้ความรู้และความเข้าใจในเป้าหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึงจากการทำ R&D เพื่อให้ลูกทีมทุกคนเข้าใจไปในทางเดียวกัน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเราอาจสร้างกล่องแสดงความคิดเห็นขอไอเดียดีๆ จากพนักงานเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ หรือไอเดียสร้างสินค้าใหม่ๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง ซึ่งอาจมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับไอเดียดีๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและกระตุ้นให้พนักงานคิดและระดมสมองหาความคิดดีๆ มาเสนอก็ได้

ถามหาความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์

การพยายามผูกมิตรกับผู้อื่นย่อมส่งผลดีกับเราไม่มากก็น้อย ซัพพลายเออร์ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางการค้าที่สำคัญกับธุรกิจเรามากอีกรายหนึ่ง การผูกมิตรเอาไว้อาจช่วยให้เข้าถึงวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้นได้ อีกช่องทางหนึ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าจะสามารถช่วยได้ก็คือห้องแล็ป มหาวิทยาลัยซึ่งอาจมีสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เช่าหรือยืมใช้ รวมถึงผลงานบางอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำไปทดลองปรับใช้ให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเราได้อีกด้วย

เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร คือหัวใจสำคัญที่สุด

เพื่อไม่ให้การทำ R&D ของเราสูญเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดและควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการทำ Research ข้อมูลจากกลุ่มลูกค้า เพราะคงไม่มีประโยชน์ถ้าเราพยายามพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นแต่กลับไม่ตรงตามความต้องของผู้ซื้อ โดยเราเราสามารถเริ่มจากไปสำรวจว่าผู้บริโภคส่วนมากมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างไร หรือเหตุใดจึงเลือกผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง อาจใช้เครื่องมืออย่าง Google หาข้อมูลพื้นฐานต่างๆ และรวมไปถึงใช้ดูว่าเทรนด์ตลาดมีทิศทางเป็นอย่างไร อย่างเช่น ถ้าเราทำสินค้าเกี่ยวกับเครื่องดื่ม แล้วเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงนี้หันมาเอาใจใส่สุขภาพ เราอาจผลิตเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดช่วงนั้น หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่คิดจะทำรสชาติน้ำซุปใหม่ๆ ทางร้านก็ต้องคอยติดตามผลตอบรับของผู้ทานว่ามีรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง หวานไปรึเปล่า หรือเค็มไปรึเปล่า ชอบใจในรสชาติไหม

จะเห็นได้ว่าการทำ Research เป็นส่วนที่สำคัญมากในการเริ่มกระบวนการ R&D เพราะช่วยทำให้รู้ช่องทางและโอกาสที่เราจะเข้าไปอยู่ในตลาดได้ อีกทั้งยังทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีทิศทางและจัดเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ควรจะทำต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

วางแผนให้รัดกุม ลงมือทำอย่างเป็นระบบ วัดผลให้ชัดเจน

หลังจากได้ทำการค้นคว้าสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจจากหลายด้านแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์โดยนำมาประมวลผลและวางแผนการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น ตรงเวลา และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบริหารเวลาการทำงานอาจเริ่มจากวางแผนการทำงานตั้งแต่เริ่มจนถึงกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้ และเพื่อดูว่ากระบวนการเหล่านั้นยังอยู่ในกำหนดเวลาตามแผนหรือเปล่า

ถึงธุรกิจเราจะเล็กและไม่ซับซ้อนแต่การวางแผนงานเพื่อทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็สำคัญเช่นกัน เช่นถ้าเราเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเราจะพัฒนาสูตรน้ำซุปให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่าเราจะใช้วิธีไหนเก็บข้อมูลดี ซึ่งเราอาจจะเลือกใช้แบบสอบถามหรือจะถามลูกค้าโดยตรงแล้วจดบันทึกเอาเองว่า พวกเขาชอบแบบใด ซึ่งในทุกช่วงของกระบวนการควรมีการประเมินผลอยู่ตลอด และการประเมินผลก็ควรสามารถวัดค่าออกมาได้ และเมื่อลองเปลี่ยนสูตรตามข้อมูลที่เก็บได้มาแล้วก็ควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลและสรุปผล เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำลงไปยังอยู่ในขอบเขตของเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ออกมาจะยังตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่หรือไม่ โดยการวัดผลต้องเป็นไปอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไป ในทางที่ดีจริงหรือเปล่า ซึ่งนอกจากต้องกังวลปัจจัยเรื่องเวลาความคืบหน้า และผลลัพธ์ที่ออกมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงและมีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือต้นทุนที่ใช้ไปกับกระบวนการนี้ ซึ่งเราควรกำหนดไว้แต่แรกและเฝ้าระวังไม่ให้งบบานปลายด้วยเช่นกัน

R&D หรือการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเริ่มทำได้เองทุกวัน ไม่สำคัญว่าเราเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ เพียงแค่ลองวางแผนการ Research ให้ดี ตั้งเป้าหมายให้ชัด และคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เพียงเท่านี้ R&D ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว

บทความโดย : incquity.com
ประกาศบทความโดย : http://www.suthiaccounting.com