Skip to main content
usa1-trump

นโยบายเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์

นโยบายเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวน ผู้คนจะหันไปสนใจกับสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และทั่วโลกจะจับตาการเจรจา TPPA (Trans-Pacific Partnership Agreement) และ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) Read More

ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

หุ้นไทยร่วงหนักติดลบเกือบ 100 จุด นักลงทุนตื่นสถานการณ์ในประเทศ

หุ้นไทยร่วงหนักติดลบเกือบ 100 จุด นักลงทุนตื่นสถานการณ์ในประเทศ

หุ้นไทยโดนถล่มขายหนัก ดัชนีหุ้นวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ร่วงเกือบ 100 จุด ก่อนปิดตลาดดีดตัวกลับขึ้นมายืนเหนือ 1,400 คาดกังวลปัจจัยภายในประเทศ แนะนักลงทุนรอดูสถานการณ์

วันนี้ (12 ตุลาคม 2559) มีรายงานว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวร่วงลงมาอย่างต่อเนื่องจากวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเปิดตลาดภาคบ่ายติดลบมากกว่า 90 จุด และร่วงหนักที่สุดถึง 99.08 จุด ดัชนีแตะระดับ 1,343.13 ก่อนจะดีดตัวปรับขึ้นไปอยู่ในกรอบ 1,360-1,373 จุด ในเวลาต่อมา(ข้อมูล ณ เวลา 15.11 น.)

โดยนักวิเคราะห์คาดว่ามาจากปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นรอบด้านโดยเฉพาะปัจจัยภายในประเทศที่สร้างความกังวลใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศว่า หากหุ้นยังลดลงต่อเนื่องถึง 10% จะใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในภาคบ่าย ว่า ดัชนีฯ น่าจะแกว่งตัวในแดนลบ เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่มีปัจจัยที่เข้ามาหนุนตลาด โดยวางกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ไว้ที่ระดับ 1,386-1,418 จุด และขอให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงนี้เพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ต่อมาเมื่อเวลา 16.46 น. ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดดีดตัวขึ้นมาจากช่วงบ่ายที่ร่วงลงไปอย่างหนัก มาแตะระดับ 1,406.18 จุด ลดลงจากวานนี้ 36.03 จุด มูลค่าการซื้อ-ขายมากถึง 130,035 ล้านบาท โดย 5 อันดับหุ้นที่ถูกซื้อ-ขายมากที่สุดคือ ท่าอากาศยานไทย, ปตท., ซีพี ออลล์, ธนาคารกสิกรไทย และบ้านปู

จากข่าว ตอนนี้รอดูสถานการณ์ แต่ก็ยังมีความหวังแนะนำให้ดูหุ้นที่มีอนาคตดีและพื้นฐานดี ซื้อและขายในระยะสั้น ให้นักลงทุนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด หู้นบางบริษัทอาจซื้อได้ในราคาถูก ดูวิกฤตให้เป็นโอกาสนะครับ…

ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

ตลาดหุ้นร่วงหนักเปิดตลาดลดลงกว่า 50 จุด 10 ต.ค.

หุ้นไทย 10 ต.ค. ดัชนีปิดที่ 1,457.02 จุด ลดลง 47.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 74,142.30 ล้านบาท

ในวันจันทร์ ที่ 10 ต,ค. 59 เปิดมาสัปดาห์แรก ก็เริ่มเลยครับหุ้นในประเทศไทย เกิดการอาการทรุดตัวอย่างหนัก ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 47.32 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายก็ยังมากอยู่นะครับ 74 ล้านกว่าบาท ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนในสัปดาห์นี้ จนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีเลยครับ แต่ในภาวะที่ตลาดเป็นแบบนี้ก็ยังมี หุ้นที่น่าลงทุนอยู่โดยให้นักลงทุนมองที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นเป็นราย ๆ ไปครับ โดยในที่นี้จะนำเสนอทั้งหุ้นที่ น่าจับตามอง และหุ้นที่ปรับตัวลดลงเกินกว่า 30% นะครับ จากคำกล่าวของ

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (วันที่ 11 ต.ค.) ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสลงต่อในโดยมองไปที่แนวรับที่แข็งแกร่งถัดไป ในกรณีเลวร้ายสุดดั้ชนีน่าจะลงไปได้อีกประมาณ 20-25 จุด  แต่ก็แลกกับการที่มูลค่าของหุ้นไทยก็จะถูกลงไปเรื่อยๆ แต่ก็จะสวนทางกับปัจจัยพื้นฐายของประเทศและบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังมีความแข็แกร่งภายในประเทศอยู่

จากคำกล่าวด้านบนจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนอยู่มาก จากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ทำให้นักลงทุนควรลงทุนอย่างระมัดระวังนะครับ

สำหรับวันนี้หุ้นที่น่าจับตามอง 5 อันดับแรก คือ

BANPU  มูลค่าการซื้อขาย 3,436  ล้านบาท ปิดที่ 16.50 บาท ลดลง 1.00 บาท (-5.71 %)
BCPG  มูลค่าการซื้อขาย 2,791  ล้านบาท ปิดที่ 12.50 บาท ลดลง 0.70 บาท (-5.30 %)
CPALL  มูลค่าการซื้อขาย 2,546 ล้านบาท ปิดที่ 61.50 บาท ลดลง 2.50 บาท (-3.91 %)
KBANK  มูลค่าการซื้อขาย 2,317 ล้านบาท ปิดที่ 185.50 บาท ลดลง 6.50 บาท (-3.39 %)
SCB  มูลค่าการซื้อขาย 2,200  ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท ลดลง 6.00 บาท (-3.97%)

แนะนำลงทุนทื่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 การบริโภคที่ต้องกิอนตอ้งใช้ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ของโลก รวมทั้งมีรายได้จากต่างประเทศประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับหุ้นที่ผลประกอบการลดลงเกิน 30%

จากการสำรวจราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ SET ช่วง 9 เดือนแรกปี 59 โดยเทียบราคาปิด ณ วันที่ 30 ธ.ค.58-31 ส.ค. 59 โดยการสำรวจครั้งนี้จะขอนำเสนอหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงเกิน 30% เท่านั้น สำหรับหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวมีทั้งหมด 10 ตัว ประกอบด้วย SOLAR, TASCO, RICH, CSS, KC, EMC, JWD, TRC, ITD และ TSI

ทั้งนี้แม้ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะอ่อนตัวลงหนัก หากมองอีกด้านหนึ่งหุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงได้เช่นกัน เพราะเมื่อดูแผนการดำเนินงานหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังมีลุ้นฟื้นตัว อีกทั้งพื้นฐานบางตัวก็ยังแข็งแกร่ง การหาจังหวะเข้าสะสมหุ้นร่วงหนักช่วงนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะได้เก็บของถูกเข้าพอร์ตอีกครั้ง

*อนึ่งข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

หุ้นร่วง ในวันที่ 10 ต.ค. 59

เล่นหุ้นหรือซื้อกองทุนหุ้น 2 อย่างนี้ต่างกันตรงไหน

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนในระดับสูง ทำให้ใครหลายคนสนใจอยากซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์กันมากขึ้น แต่อาจจะยังลังเลอยู่ว่า จะเล่นหุ้นด้วยตัวเองหรือซื้อกองทุนหุ้นดี วันนี้ K-Expert มีข้อดีของการลงทุนในแต่ละแบบมาฝาก เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองได้

ข้อดีของการเล่นหุ้นเอง
1. ซื้อหุ้นรายตัวที่ต้องการได้
การซื้อหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์ด้วยตัวเองทำให้เราสามารถซื้อหุ้นของบริษัทที่มีผลกำไรที่ดี หรือราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตได้ เช่น ช่วงนี้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ผู้ประกอบการขายบ้านได้มากขึ้น ก็สามารถลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้ เพราะราคาหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตค่ะ

2. รับเงินปันผลและเครดิตภาษีเงินปันผล
นักลงทุนหลายคนมีเป้าหมายในการซื้อหุ้นเพื่อต้องการเงินปันผลเนื่องจากหุ้นหลายตัวในตลาดหลักทรัพย์มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดังนั้น การซื้อหุ้นด้วยตัวเองจะช่วยให้เราสามารถลงทุนในหุ้นปันผลสูงได้ รวมถึงมีโอกาสได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลคืนอีกด้วย

3. ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างรวดเร็ว
การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ทำให้เราสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างทันท่วงที เช่น หากเกิดสงครามหรือเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองขึ้น ก็สามารถขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วค่ะ

4. ลดต้นทุนในการซื้อหุ้น
การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบ Margin ช่วยให้สามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้นได้ โดยการวางหุ้นหรือเงินสดเป็นหลักประกัน เช่น หากต้องการซื้อหุ้น AAA มูลค่า 1,000,000 บาท และมีการวางหลักประกันไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ก็สามารถกู้เงินกับทางบริษัทหลักทรัพย์บางส่วนเพื่อซื้อหุ้นได้ ซึ่งเงื่อนไขในการกู้ยืมและวางหลักประกันจะแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ค่ะ

ข้อดีของการซื้อกองทุนหุ้น

1. มีมืออาชีพดูแลการลงทุน
กองทุนหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่าง ๆ จะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการบริหารกองทุน โดยผู้จัดการกองทุนเหล่านี้จะเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี และมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนดีกว่าดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ค่ะ

2. ประหยัดเวลาในการติดตาม
การซื้อกองทุนหุ้นจะช่วยประหยัดเวลาในการติดตามตลาดหุ้นระหว่างวัน รวมถึงไม่ต้องศึกษาข้อมูลหุ้นรายตัว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะซื้อกองทุนหุ้นแล้ว ก็ควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดหุ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สามารถตัดสินใจซื้อขายกองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

3. ประหยัดภาษีกับกองทุนรวม LTF และ RMF
หากตั้งใจลงทุนในกองทุนหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาวแล้ว การเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น นอกจากจะช่วยให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสามารถนำยอดซื้อหน่วยลงทุนทั้ง 2 กองทุนมาลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อกองทุนรวม LTF หรือ RMF ได้อีกด้วย

จากข้อดีของการลงทุนในหุ้นแต่ละแบบที่บอกไปน่าจะช่วยให้ผู้ลงทุนตัดสินใจเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองได้นะคะ ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการลงทุนในรูปแบบไหน การศึกษาข้อมูลและติดตามสภาวะตลาดหุ้นเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้

*การลงทุนมีความเสี่ยงไม่มากก็น้อย ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนลงทุนทุกครั้ง*