Skip to main content
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

กลุ่มบริหารการเสียภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก SME

กลุ่มบริหารการเสียภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (Small and Medium Business Tax Division SME) ในการบริหารธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้ประกอบการจะมีสิทธิประโยชน์ อะไรบ้างเรามาดูกัน

Read More

facebook-sme-keyword

SME น่ารู้ Facebook แอบเผย 5 สถิติสำคัญปี 2559

Facebook เป็นหนึ่งในชุมชนออนไลน์ที่รวบรวมธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลกเอาไว้มากที่สุด Facebook จึงสามารถฉายภาพว่าธุรกิจขนาดเล็กทั้งรายใหม่และรายที่ดำเนินกิจการมานาน หากเรามีมุมมองของธุรกิจในหลากหลายประเทศต่อเศรษฐกิจโลก สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร ก็จะประสบความสำเร็จในยุคดิจิตอลที่แข่งขันสูงได้ไม่ยาก

5 สถิติคำสำคัญ คำค้น หรือ คีย์เวิรด์ในปี 2559

1. เอสเอ็มอีเชื่อภาพรวมธุรกิจประเทศไทยในอนาคตดีขึ้น

37% ของธุรกิจที่ตอบแบบสำรวจ เชื่อว่าภาพรวมธุรกิจในอนาคตจะเป็นไปในทางที่ดี และมีจำนวน 14% เชื่อว่าธุรกิจของตนในปัจจุบันอยู่ในสถานะบวก ทั้งนี้ 20% ของธุรกิจที่ตอบแบบสำรวจ มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ

2. อัตราการเติบโตของจำนวนงานยังไม่ขยับในปี 2559

58% ของธุรกิจที่ตอบแบบสำรวจมองว่าจำนวนลูกจ้างยังไม่เปลี่ยนแปลงเทียบกับ 6 เดือนที่ผ่านมา และ 54% ยังคงมองว่าอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม

3. Facebook ส่วนใหญ่มีไว้แสดงสินค้าและบริการมากกว่าไว้บริหารจัดการภายใน

โดยธุรกิจที่ตอบแบบสอบถาม 90% ใช้ Facebook แสดงสินค้าและบริการ รองลงอีก 87% ใช้ Facebook เป็นช่องทางให้ข้อมูลของกิจการเช่น เวลาเปิดปิดทำการ ข้อมูลติดต่อ และน้อยที่สุด 67% ใช้ Facebook เพื่อบริหารจัดการภายใน

4. ดึงลูกค้ามาซื้อของและใช้บริการ: โจทย์ใหญ่ของเอสเอ็มอี

76% ของธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามมองว่าความท้าทายอันดับหนึ่งของกิจการคือการชักชวนให้ลูกค้ามาซื้อของและใช้บริการ รองลงมาคือความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจนับเป็น 67% ส่วนการคิดค้นนวัตกรรมสินค้าและบริการกลับเป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีแค่เพียง 35% กังวลน้อยสุด

5. เอสเอ็มอีขนาดเล็กจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

เพราะจากแบบสำรวจนั้น 42% ของธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามมีพนักงานแค่ 2-4 คนและอีก 25% มีพนักงานแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งจากธุรกิจที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดมี 33% ที่ตั้งกิจการอยู่ 1-3 ปี และ 25% ที่ตั้งกิจการเพียงปีเดียวเท่านั้น

เกี่ยวกับแบบสำรวจ Future of Business

Future of Business ได้สอบถามข้อมูลจากธุรกิจขนาดเล็กต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับมุมมอง วิธีการดำเนินธุรกิจหรือความท้าทายทางด้านธุรกิจที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยมีธุรกิจจำนวนเกือบ 100,000 รายบน Facebook ใน 22 ประเทศทั่วโลก ร่วมตอบแบบสำรวจผ่านทางอีเมล์ ในช่วง 7 เดือน (กุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2559) ผลสำรวจดังกล่าวรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในหลากหลายด้าน ทั้งแนวโน้มของธุรกิจ ความท้าทาย กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ รวมถึงข้อมูลด้านประชากรศาสตร์อีกด้วย

ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากกว่า 60 ล้านรายทั่วโลกใช้งาน Facebook เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้า และมากกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยใช้ Facebook เชื่อมต่อกับธุรกิจ ผลการสำรวจชิ้นใหม่นี้ช่วยสะท้อนภาพเศรษฐกิจดิจิตอลและโมบายในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดย

สำรวจจากบรรดาเจ้าของเพจธุรกิจบน Facebook ทั้งธุรกิจรายใหม่ และรายที่เปิดดำเนินการมานานแล้วตลอดระยะเวลา 7 เดือน มีธุรกิจขนาดเล็กบน Facebook เกือบ 100,000 ราย ใน 22 ประเทศ ร่วมตอบแบบสำรวจนี้แบบสำรวจนี้ช่วยชี้ให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ที่ธุรกิจต่างๆ ดำเนินธุรกิจอยู่เผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจในด้านต่างๆ รวมทั้งความท้าทาย กลยุทธ์ธุรกิจ และข้อมูลด้านประชากรศาสตร์

sme thai วิจัยและพัฒนา

เริ่มต้นธุรกิจทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เริ่มต้นธุรกิจทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันนักศึกษาที่จบใหม่ พนักงานที่ทำงานในบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ และข้าราชการหรือบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่สนใจจะมีธุรกิจของตนเอง แต่หลายๆ คนก็กล้าๆ กลัวๆ เกรงว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ และทุนรอนที่สะสมมาขณะทำงานจะหมดไปแล้วจะเดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว Read More

sme thai วิจัยและพัฒนา

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 2

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 2

          ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งพบว่า SMEs จำนวนมากมีปัญหาด้านการบริหารจัดการ การบริหารจัดการเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในด้านอื่นๆ แต่เนื่องจาก SMEs มักเริ่มต้นจากผู้มีประสบการณ์ด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อมาประกอบธุรกิจเอง ก็มักจะขาดทักษะด้านการบริหารจัดการ เมื่อการบริหารจัดการไม่เป็นระบบ ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ควรทำอะไร ทำให้โอกาสในการได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการสร้างธุรกิจก็ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากคนที่มีความรู้ความสามารถเมื่อมาพบกับผู้บริหารที่ไม่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการก็จะขาดความมั่นใจ ก็จะลาออก ซึ่งจะเห็นได้ว่า SMEs ที่เจ้าของไม่มีจิตวิทยาในการบริหาร มักมีปัญหาในการจ้างคนที่มีความรู้ความสามารถ คนเข้าออกบ่อย เพราะ SMEs จะไม่มีจุดอื่นในการดึงดูดคนให้ทำงานกับองค์กรนานๆ ในที่สุดก็อาจได้แต่คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถ

         ปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นปัญหาที่เจ้าของมักไม่รู้ และคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นจุดสำคัญในการนำพาให้องค์กรประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่างง่ายๆ จากประสบการณ์จริง มีโรงงาน 2 แห่งเป็นพี่น้องกัน โรงงานขนาดพอๆ กัน จำนวนคนพอๆ กัน คนน้องเป็นคนที่มีความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการดี ในขณะที่คนพี่ค่อนข้างทำงานแบบลูกทุ่ง บริหารงานแบบข้ามาคนเดียว เชื่อมั่นในตัวเองสูง ทำงานไม่เป็นระบบ ทั้ง 2 โรงงานต้องการให้ที่ปรึกษาวางระบบบัญชีให้โดยการเข้าร่วมโครงการของรัฐ โรงงานน้องได้มอบหมายให้ภรรยา และพนักงาน 1 คน จบ ปวช. มารับคำปรึกษาแนะนำจากที่ปรึกษา และสนับสนุนในทุกรูปแบบให้สามารถทำบัญชีให้สำเร็จ เนื่องจากเห็นถึงความสำคัญ

          ในขณะที่โรงงานพี่ ก็มอบหมายให้ภรรยาและพนักงานซึ่งจบ ปวช. 1 คนมารับคำปรึกษาและจัดทำระบบบัญชี เช่นกัน ทั้ง 2 โรงงานใช้ที่ปรึกษาคนเดียวกัน โรงงานน้องสามารถจัดทำระบบบัญชีได้สำเร็จภายในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน เนื่องจากมีการมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ และไม่แทรกแซงการทำงาน แต่จะสนับสนุนสิ่งที่จำเป็นอย่างเต็มที่ ในขณะที่โรงงานพี่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถจัดทำระบบบัญชีได้ เพราะผู้บริหารจะมอบหมายให้พนักงานทำงานหลายๆ อย่างตามที่ตนเองต้องการ เมื่อที่ปรึกษากลับก็จะให้ไปทำอย่างอื่น งานที่ที่ปรึกษามอบหมายให้ทำ ก็ไม่มีความคืบหน้า ภรรยาก็ไม่ได้ให้เวลากับงานบัญชี ยังคงทำงานทุกอย่างที่เข้ามาตามความเคยชิน ทั้งงานการขาย งานจัดซื้อ งานบริหารทั่วๆ ไปของโรงงาน ทั้งที่งานต่างๆ เหล่านี้ก็มีคนทำอยู่แล้ว แต่ไม่ไว้วางใจ และในที่สุดผู้พี่ก็โทษที่ปรึกษาว่าไม่มีความสามารถในการจัดทำระบบบัญชี คือไม่โทษตัวเอง ไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากตนเอง ทั้งที่ที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องพยายามอธิบายว่าปัญหาเกิดจากอะไร นี่คือสิ่งที่อันตราย เพราะผู้ที่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการจำนวนมากมักไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นตัวปัญหา แต่มักจะโทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุของปัญหา คือคนอื่นแย่หมด ตนเองดีอยู่คนเดียว เช่น พนักงานลาออก ก็จะด่าว่าพนักงานทำงานไม่ดี ไม่มีความตั้งใจ คู่แข่งให้ค่าจ้างสูงกว่า เกิดจากปัญหาส่วนตัว แต่ไม่เคยยอมรับว่าที่ลาออกอาจมาจากการบริหารงานที่ไม่เป็นระบบ บรรยากาศการทำงานไม่ดี ผู้บริหารไม่ฟังคนอื่น เชื่อมั่นใจตัวเองสูง ใช้คำพูดหยาบคายในการด่าลูกน้อง เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็ยากที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะต้นตอของปัญหา เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กร ไม่รู้ว่าตนเองเป็นปัญหา ลูกน้อง คนใกล้ชิดก็เกรงใจไม่กล้าบอก ปัญหาจึงยังคงมีอยู่ต่อไป และบั่นทอนการเติบโตของ SMEs อย่างน่าเสียดาย
การแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการ SMEs มีบุคลิกที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น คิดแต่ว่าตนเองถูก คนอื่นผิด คนอื่นไม่ดี

     แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีมีอยู่หลายๆ แนวทางวิธีแรกก็คือการได้มีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ เช่น หลักสูตรการบริหารงาน SMEs หลักสูตรการเป็นผู้นำ หลักสูตรการสอนงาน เป็นต้น การเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้จะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆ และเมื่อมีเปรียบเทียบกับตนเอง ก็จะเห็นถึงความแตกต่าง และอาจสามารถวิเคราะห์ต่อไปว่าปัญหาขององค์กรตนเป็นอย่างไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ก็ทำให้เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง

        อีกแนวทางหนึ่งคือการหาที่ปรึกษามาช่วยให้คำปรึกษาแนะนำ ที่ปรึกษาจะต้องมีความรู้และประสบการณ์และมีทักษะในการโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การมีที่ปรึกษาทำให้สามารถช่วยวิเคราะห์ปัญหาได้ดี และสามารถช่วยติดตามได้ว่าคำปรึกษาแนะนำได้ถูกนำไปปฏิบัติหรือไม่ ได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่ได้ผลก็ปรับวิธีการใหม่ๆ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งทำตามที่ที่ปรึกษาแนะนำแล้ว แต่ด้วยความเคยชิน ก็อาจกลับมาทำแบบเดิมอีก การหาที่ปรึกษาอาจจะหาเองโดยตรงหรือเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น ก็จะมีโอกาสใช้ที่ปรึกษาที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยในการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการ

อีกวิธีหนึ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการ คือ การหาโอกาสไปดูงานในกิจการของผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเป็นกิจการของเพื่อนๆ ที่เป็นธุรกิจเดียวกันหรือคนละธุรกิจ หรือกิจการของคนอื่นที่ยินยอมให้ผู้สนใจเข้าชมเพื่อเป็นวิทยาทานซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเข้าร่วมโครงการซึ่งจัดโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น จะมีโอกาสได้เข้าชมการบริหารจัดการของกิจการอื่นที่ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ก็จะเกิดความมานะในการปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าเป็นประเภทชอบแก้ตัว อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อไม่ต้องปรับตัวตามกิจการอื่น ก็คงจะปรับปรุงแก้ไขได้ยาก การจะแก้ไขได้จะต้องเปิดใจ พร้อมที่จะปรับปรุงอย่างไม่มีข้ออ้างใดๆ

          ปัญหาด้านการผลิต SMEs ทุกรายต้องมีการผลิต จะมากหรือน้อยเท่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ถ้าเป็นโรงงานผลิต ก็จะต้องดูแลด้านการผลิตเต็มๆ ไม่น้อยไปกว่าการขาย ถ้าเป็นบริการประเภทร้านอาหาร การผลิตหรือการปรุงอาหารก็มีความสำคัญมากพอๆ กับการผลิตสินค้า แต่ถ้าเป็นประเภทซื้อมาขายไป ปัญหาการผลิตก็จะน้อย
ปัญหาด้านการผลิตที่พบส่วนมากจะพบใน SMEs ที่เป็นประเภทผลิตและจำหน่าย คือ มีโรงงานผลิตเอง และนำสินค้าที่ผลิตไปจำหน่าย

SMEs ที่มีโรงงานผลิตสินค้า ไม่ว่าโรงงานขนาดเล็กหรือโรงงานขนาดใหญ่ จำนวนมากจะมีปัญหาด้านการผลิตในรูปแบบต่างๆ เช่น ปัญหาสินค้าที่ผลิตคุณภาพไม่สม่ำเสมอ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาอัตราการสูญเสียสูง ไม่สามารถผลิตสินค้าให้สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด ปัญหาเครื่องจักรเสียบ่อย ต้นทุนการผลิตสูง เป็นต้น ปัญหาที่กล่าวข้างต้นเป็นปัญหาพื้นฐานที่ SMEs ส่วนใหญ่ประสบ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าผู้บริหารเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารการผลิตมาก่อน เช่น เคยเป็นผู้จัดการโรงงานมาก่อน ก็จะสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โรงงานที่มีเครื่องจักรที่ใหม่กว่า ปัญหาด้านเครื่องจักรเสียบ่อยก็มีน้อยกว่าโรงงานที่ใช้เครื่องจักรเก่ามาหลายสิบปี

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต
การแก้ไขปัญหาด้านการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประสิทธิภาพการผลิตมีผลต่อคุณภาพสินค้าซึ่งจะมีผลต่อการตลาด เนื่องจากหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าก็จะไม่เชื่อถือ ขยายตลาดลำบาก หรือขายไม่ได้ราคา หรือหากผลิตสินค้ามีคุณภาพ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะมีส่วนที่สูญเสียสูง สินค้าที่ถูกคัดออก เนื่องจากไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้พลังงานมาก ก็จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูง ทำให้ขาดทุนสูงหรือกำไรน้อย หากจะขายให้ได้กำไร ราคาจะสูง ก็ไม่สามารถแข่งขันได้

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิตจะต้องปรับปรุงทั้งด้านการบริหารจัดการและด้านโรงงานควบคู่กันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคหรือเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิตของ SMEs

การแก้ไขปัญหาด้านการผลิต ผู้ประกอบการอาจจะใช้วิธีการศึกษาด้วยตนเองหรือเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการผลิตและนำมาประยุกต์ใช้กับโรงงาน

อีกแนวทางหนึ่งในการปรับปรุงแก้ไขคือการขอคำปรึกษาแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการผลิตซึ่งผู้ประกอบการอาจจ้างเองโดยตรงโดยการสืบค้นหาผู้เชี่ยวชาญจากระบบฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือเข้าร่วมโครงการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิตซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีโครงการในลักษณะนี้หลายโครงการ ค่าใช้จ่ายไม่สูง เนื่องจากภาครัฐมีเงินอุดหนุนในการจ้างที่ปรึกษา

นอกจากนี้การศึกษาดูงานจากโรงงานของเพื่อนๆ หรือโรงงานอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการยินยอมให้เข้าชมเพื่อเป็นวิทยาทาน การเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็มีกิจกรรมการดูงานแทรกอยู่ด้วย และที่สำคัญคือการร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะมีเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ทำให้เกิดเครือข่าย เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งไม่เฉพาะด้านการผลิต แต่ครอบคลุมในด้านอื่นๆ อีก เช่น ด้านการตลาด การบริหารจัดการ เป็นต้น

ปัญหาของ SMEs มีมากมาย ปัญหาหลักๆ ที่ยกขึ้นมากล่าวนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่มักจะพบทั่วไป หากได้รับการแก้ไขแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาลงไปโดยปริยาย

บทความโดย : ณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์

sme thai วิจัยและพัฒนา

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 1

ปัญหาของ SME ไทย ตอนที่ 1

เมื่อกล่าวถึง SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่อาจไม่ทราบนิยามที่ชัดเจนว่าเมื่อไรจะเรียก SMEs ซึ่งในทางการแล้วได้มีกฎกระทรวงกำหนดนิยามไว้ชัดเจน เช่น หากเป็นกิจการผลิต วิสาหกิจขนาดกลางจะหมายถึงวิสาหกิจที่มีการจ้างงาน 50-200 คน และมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกิน 50-200 ล้านบาท หากเป็นกิจการค้าปลีก จะต้องมีการจ้างงาน 16-30 คน และมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกิน 30-60 ล้านบาท หากเป็นกิจการบริการ จะต้องมีการจ้างงาน 51-200 คน และมีสินทรัพย์ถาวรเกิน 50-200 ล้านบาท เป็นต้น

SMEs ถือว่าเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานไม่น้อยไปกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ ของ SMEs เป็นอย่างมาก ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล ตลอดจนได้มีการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของ SMEs แล้วก็ตาม SMEs ในปัจจุบันจำนวนมากยังประสบปัญหาต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปปัญหาสำคัญๆ ที่ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจและร่วมกันแก้ไขได้ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ปัญหาด้านเงินทุน เป็นปัญหาที่ดูเหมือน SMEs จำนวนมากจะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งอันสืบเนื่องจากจากการทำงานในองค์กรของภาครัฐหรือภาคเอกชนนานๆ แล้วเห็นโอกาสก็ออกมาทดลองทำธุรกิจของตนเอง หรือบางรายอาจเกิดจากปัญหาการทำงานทั้งจากปัญหาการเลิกจ้าง ปัญหาความไม่พึงพอใจในงานที่ทำ ก็ลาออกมาทำธุรกิจเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินทุนน้อย เว้นบางรายที่พ่อแม่มีทรัพย์สินเงินทองให้นำมาลงทุน ปัญหาก็จะน้อยหรือไม่มีปัญหาเลย

ปัญหาทางการเงินของ SMEs ยังมาจากธนาคารไม่ยินยอมให้สินเชื่อเนื่องจากไม่มีหลักประกัน ไม่มีผลงานที่น่าเชื่อถือมาก่อน การบริหารยังไม่เป็นมืออาชีพเท่าที่ควร ธนาคารเลยไม่กล้าให้สินเชื่อ ก็เลยทำให้ปัญหาด้านเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ เป็นที่น่าเสียดายว่ามี SMEs จำนวนมาก ที่สินค้าน่าสนใจ เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เนื่องจากไม่มีเงินทุนมากพอที่จะขยายกำลังการผลิต ไม่สามารถซื้อเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนา ประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า

ปัญหาด้านเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขได้ยากพอสมควร แม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นให้ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อแก่ SMEs แต่ก็จะได้รับเฉพาะที่มีความพร้อม เข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารเท่านั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพยายามสนับสนุนด้านเงินทุนหรือสินเชื่อ แต่ก็ทำได้อย่างจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของ SMEs ดังนั้นทางออกที่ดีสำหรับ SMEs ในการช่วยตัวเองคือการสะสมทุน คือพยายามไม่ลงทุนให้สินทรัพย์ถาวรเกินความจำเป็น หากสามารถเช่าได้ก็ควรใช้วิธีเช่าไปก่อน เก็บเงินทุนไว้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนก่อน เมื่อมีความพร้อมจึงค่อยลงทุนในทรัพย์สินถาวร อย่ารีบร้อนลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในขณะที่ยังไม่มีความพร้อมด้านเงินทุน

ปัญหาด้านการตลาด SMEs มักมีปัญหาด้านการตลาด ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น ปัญหาสินค้าที่ผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ไม่สวยงาม ตราสินค้าไม่เป็นที่รู้จัก เป็นต้น ทำให้การทำตลาดทำได้ด้วยความยากลำบาก

นอกจากนี้ SMEs ยังมีปัญหาขาดบุคลากรด้านการตลาด ถ้าโชคดี เจ้าของเป็นผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการขายหรือการตลาดมาก่อนก็จะ ช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้ แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์มาก่อน และไม่สามารถหาบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการขายและการตลาด ก็จะต้องลองถูกลองผิดไปอีกนาน ยกเว้นได้สะสมประสบการณ์หรือมีพรสวรรค์ด้านการพูดและมีบุคลิกที่เหมาะสมกับ ด้านการขาย ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

ปัญหาด้านการตลาดของ SMEs ยังมีผลมาจากมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่จำกัด เนื่องจากสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค ไม่มีงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ร้านค้าต่างๆ จึงไม่ให้ความสนใจจำหน่ายสินค้าให้ ยกเว้นสินค้ามีคุณภาพสูง ก็อาจได้โอกาสเข้าไปขายในห้างฯ ดังๆ หรือร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่มีความโดดเด่นด้านใดด้านหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะได้ช่องทางจัดจำหน่ายที่ดีก็ยากพอสมควร

SMEs มักไม่สามารถหาทำเลที่ตั้งร้านค้าที่ดีๆ เช่น หากจะเปิดร้านอาหาร ก็ไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อหรือเช่าร้านค้าในที่ชุมชน หรือในห้างฯ ที่มีชื่อเสียง ก็ย่อมทำให้เสียโอกาสในด้านการขาย

SMEs มักจำหน่ายในท้องถิ่น ตลาดในประเทศ ไม่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาด้านเงินทุน ปัญหาด้านบุคลากร และสินค้าไม่เป็นที่รู้จัก

SMEs จะต้องพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาด้านการตลาด ว่ามาจากปัจจัยใด การแก้ปัญหาคงต้องแก้ไขให้ตรงจุด ถ้าเกิดจากตัวสินค้า ก็ต้องพยายามหาความรู้ ปรึกษาผู้รู้ ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา สินค้าและบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก SMEs จะต้องขวนขวายหาความรู้และความช่วยเหลือ อย่ารอให้ภาครัฐเข้ามาหา เพราะจะทำให้เสียโอกาส

หากปัญหาเกิดจากการไม่มีความรู้ด้านการขายและด้านการตลาด และยังไม่สามารถจ้างผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการตลาดมาช่วย ก็คงต้องช่วยตัวเองด้วยการหาหนังสือด้านการขายและการตลาดมาศึกษา เข้าอบรมหลักสูตรด้านการตลาด ขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญผ่านโครงการของภาครัฐ ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็มีโครงการให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ทุกปี

หากเกิดจากปัญหาทำเลที่ตั้งไม่ดี และยังไม่มีเงินทุนก็คงต้องอดทนสะสมทุนไปก่อน เมื่อมีความพร้อมจึงค่อยหาทำเลที่ตั้งใหม่ หรือไม่ก็ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่สินค้าต้องมีความโดดเด่น เช่น รสชาติอร่อย เป็นต้น ไม่เช่นนั้น ประชาสัมพันธ์ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะลูกค้ามาครั้งเดียวก็จะไม่มาอีกเลย

SMEs ที่ไม่มีความพร้อมด้านเงินทุนและสินค้าไม่เป็นที่รู้จัก จะต้องใช้ความโดดเด่นของตัวสินค้าและความสามารถของผู้ขายเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้สินค้าสามารถขายได้ หากไม่มีทั้ง 2 อย่าง ปัญหาก็คงมีปัญหาพอสมควร

ปัญหาด้านการบริหารจัดการยังมีอีกมากมายทั้งด้านการบริหารจัดการปัญหาการผลิต และปัญหาอื่นๆ อีกจำนวนมาก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ SMEs ไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะไม่เติบโต ต้องล้มลุกคลุกคานอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถผ่านพ้นไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น และอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ดังนั้นจึงจะกล่าวถึงปัญหา SMEs ไทยในบทความต่อไป

บทความโดย : คุณณัฐพล ลีลาวัฒนานันท์
ประกาศบทความโดย : http://www.suthiaccounting.com

sme thai วิจัยและพัฒนา

ธุรกิจขนาดเล็ก SME ทำ R&D วิจัยพัฒนาแล้วได้อะไร

ธุรกิจขนาดเล็ก SME ทำ R&D วิจัยพัฒนาแล้วได้อะไร

มีบริษัทจำนวนมากที่นำหลักการวิจัยและพัฒนา (R&D หรือ Research and Development) ไปเป็นหลักการในการคิดค้นหรือพัฒนาสร้างสรรค์ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อนำเสนอก่อนออกสู่ตลาด โดยกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นส่วนสำคัญและคุ้มค่าที่จะลงทุนเวลารวมถึงเงินทุนในบางกรณีเพื่อทำการวิจัยให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะความพอใจของลูกค้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขอบเขตของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นจึงต้องเกิดกับสินค้าและบริการที่ต้องทันกับความต้องการของผู้บริโภคซึ่งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ซึ่งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นมีวัตถุประสงค์สูงสุดก็เพื่อให้เกิดยอดขาย โดยสร้างผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ทำให้กระบวนการใช้งานดีขึ้น และรองรับความต้องการจากบริษัทสู่ลูกค้าได้อย่างแท้จริงนั่นเอง

สำหรับบางองค์กรนั้นก็ไม่ได้คาดหวังจากลงทุนกับการทำ R&D เพื่อผลที่จะปรากฏได้ระยะเวลาอันใกล้ แต่ทั้งนี้บริษัทใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งกลับจัดสรรงบประมาณจำนวน 1 ใน 10 ในแต่ละปีเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เกิดความสำเร็จได้จริงในอนาคต

ทำ R&D อย่างไร

โดยกระบวนการทำ R&D นั้นเริ่มต้นด้วยการระดมความคิดของพนักงานเป็นอย่างแรก เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในแต่ละแผนก หรือแต่ละผลิตภัณฑ์ที่พบเจอ การระดมความคิดนี้จะชี้ให้เห็นถึงช่องทาง หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจึงได้ตะกอนความคิดที่มีประสิทธิภาพ ว่ามีอะไรบ้างที่ควรจะสำรวจและวิจัยเพิ่มเติมเพื่อคิดค้นสิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาเก่าให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งอาจรวมถึงการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อกำหนดวิธีการที่เป็นไปได้ว่าวิธีการไหนใช้งานได้ และวิธีไหนใช้งานไม่ได้

การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างการวิจัยและพัฒนาตลาด รวมถึงแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางการตลาดว่าอะไรอยู่ในความสนใจของลูกค้า และอาจจะรวบรวมข้อมูลว่ามีอะไรที่ลูกค้าประทับใจเป็นพิเศษ หรือมีอะไรบ้างที่ลูกค้าร้องเรียนอยากให้ปรับปรุง ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งสำหรับนำไปวิจัยและพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ต่อไป สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้คือการประสานงานกันระหว่างทุกฝ่าย ที่จะต้องดำเนินงานอย่างมีมาตรฐานและเป็นระบบ สร้างกระบวนการผลิตขึ้นด้วยปัจจัยอย่างงบประมาณ และปัจจัยที่สำคัญกว่าอย่างการทำงานที่ตั้งใจตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยเพิ่มความแน่ใจได้ว่าจะการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้เกิดผลประโยชน์ขึ้นอย่างแน่นอน

การวิจัยผลิตภัณฑ์นั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ และสามารถเลือกการออกแบบที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้เพราะการออกแบบคือหลักการขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นอย่างมาก การนำหลักการออกแบบมาช่วยปรับให้คุณภาพของสินค้าและบริการนั้นๆ ให้ดีขึ้น เพื่อให้ตรงใจกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ หรือนำเสนอในสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้

ลองดูตัวอย่างจากการออกแบบการจัดวางในร้านซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านหนังสือ เช่น เมื่อโจทย์ (ความต้องการของลูกค้า) คือลูกค้าควรจะค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ด้วยความรวดเร็ว ในกรณีนี้ การนำการออกแบบมาประยุกต์ใช้ในการจัดสรรพื้นที่จะช่วยสนับสนุนให้การจัดวางหน้าร้านเป็นส่วนหนึ่งของการทำกำไรให้ธุรกิจได้ ภายใต้การให้บริการด้วยแนวความคิดเช่นนี้ หลายร้านค้าจึงค้นหาวิธีการดึงลักษณะเด่นของสินค้าให้ปรากฏออกมาสู่สายตาลูกค้าได้ด้วยความรวดเร็วและง่ายดาย

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการวิจัยวิธีการทำงานในองค์กรและความต้องการของลูกค้าจนได้ข้อมูลมาครบถ้วนแล้ว เราก็จะสามารถเริ่มลงมือทดสอบสมมติฐานได้โดยการเริ่มลงมือพัฒนาสินค้าหรือบริการออกมาตามข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ซึ่งผลของการสร้างนวัตกรรมสินค้าหรือบริการขึ้นมาใหม่นี้ก็จะได้ออกมาเป็นตัวต้นแบบ (Prototype) เพื่อสามารถนำไปทดสอบการใช้งานได้จริง

และเมื่อได้ตัวต้นแบบที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทดลองผลิตตัวต้นแบบนั้นออกมาจริง และนำไปทดลองตลาด โดยในขั้นตอนนี้ฝ่ายตลาดอาจจะลองคิดค้นแคมเปญ หรือวางแผนการโฆษณาผลิตภัณฑ์ไว้ล่วงหน้าก่อนได้ และสุดท้ายเมื่อได้ผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการทดลองขายในตลาดแล้ว องค์กรจะต้องหมั่นบันทึกผลที่กลับมาว่าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจนำตัวต้นแบบนั้นไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ของจริงและนำออกสู่ตลาด เป็นขั้นตอนสุดท้าย

SME ทำ R&D ได้ไหม

อ่านมาจนถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มสงสัย วิธีการทำ R&D ทั้งหมดที่พูดถึงมาเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ๆ เท่านั้นหรือเปล่า ต้องมีแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แผนกการตลาดเท่านั้นถึงจะทำ R&D ได้หรือ ถ้าเราทำแค่ร้านขายของชำ หรือร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นบน facebook เราจะทำ R&D บ้างได้ไหม

ที่จริงเราอยากให้ลองมองการทำ R&D ว่าไม่ได้เป็นแค่เรื่องของบริษัทใหญ่ๆ ที่ขายผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเท่านั้น ลองมองว่าอันที่จริง R&D ก็คือเรื่องของการสำรวจความต้องการของลูกค้าว่าลูกค้าชอบอะไร อยากได้อะไร แล้วสินค้าที่เราขายอยู่นั้นเป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ยังด้อยอยู่หรืออาจปรับปรุงให้ดีขึ้นให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเพิ่มได้อีก เมื่อมั่นใจแล้วว่าถ้าเราปรับปรุงสินค้าเราตามข้อสันนิษฐานนั้นแล้วจึงค่อยลองลงมือปรับเปลี่ยนดูแล้วรอดูผลตอบรับจากลูกค้า

ตัวอย่างเช่นถ้าเราเปิดร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงอยู่บนหน้า facebook แล้ววันนึงเราเห็นว่าร้านอื่นๆ นั้นนอกจากจะขายเสื้อผ้าแล้ว ยังมีขายสร้อยกำไล กระเป๋า รองเท้าที่นางแบบใส่ไปพร้อมๆ กัน และลูกค้าก็นิยมที่จะซื้อเสื้อผ้าพร้อมกับเครื่องประดับเป็นเซ็ทๆ ด้วย เมื่อเห็นดังนั้นเราก็อาจจะลองไปศึกษาดูจากร้านของคนอื่นว่าเขาขายของแบบจัดเป็นเซ็ทกันอย่างไรบ้าง คิดราคาแยกชิ้นหรือรวมเป็นชุด ลูกค้านิยมแบบใดมากกว่า แล้วค่อยมาปรับใช้กับร้านของเราเอง เป็นต้น

การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่เป็นเพียงขั้นตอนการสร้างผลิตภัณฑ์ ใหม่ให้เกิดขึ้นกับบริษัทเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือลูกค้าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ได้ หรืออาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างศักยภาพอันไม่จำกัดขีดการใช้งานของลูกค้าอีกต่อไป

บทความโดย : incquity.com
ประกาศบทความโดย : http://www.suthiaccounting.com

sme thai วิจัยและพัฒนา

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

5 แนวคิดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าสำหรับ SME

R&D หรือ Research & Development (วิจัยและพัฒนาสินค้าหรือบริการ) อาจเป็นคำที่ดูน่ากลัวสำหรับธุรกิจรายเล็กๆ อย่าง SME เพราะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องขององค์กรใหญ่ๆ ต้องใช้ต้นทุนและความรู้สูงถึงจะทำได้ แต่ความจริงแล้ว R&D เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครๆ ก็สามารถทำได้เองง่ายๆ แค่เพียงเป็นการหาข้อมูลว่าปัญหาของผลิตภัณฑ์คืออะไร และความต้องการลูกค้าคืออะไร และพยายามปรับปรุงสินค้าของเราให้ดีขึ้นและตรงใจลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การพยายามทดลองหาสูตรน้ำซุปของร้านก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ได้รสชาติตรงกับที่ลูกค้าชอบ หรือการทดลองปรับสูตรการผลิตขนมปังเพื่อลดต้นทุนก็ถือเป็นการทำ R&D อย่างหนึ่งเช่นกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักๆ ของ R&D มีไว้เป็นเครื่องมือช่วยให้เราพัฒนาสินค้าบริการให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ง่ายขึ้น และยังทำให้ได้เปรียบคู่แข่งด้วยการลดต้นทุน พัฒนาสินค้าใหม่ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเดิมให้ตรงใจลูกค้ามากกว่าอีกด้วย

ถึงแม้ว่าธุรกิจที่เรามีอยู่อาจไม่ได้มีงบถึงขั้นไปจ้างทีม outsource มาเพื่อช่วยทำ R&D ได้ แต่ความจริงแล้วเราสามารถทำ R&D ได้เองและใช้ได้จริงจากหลายๆ อย่างใกล้ตัว ด้วยเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้

ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาให้ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายสำหรับการทำ R&D คือส่วนสำคัญ โดยควรตั้งเป้าว่าจะพัฒนาสินค้าเพื่ออะไรพร้อมๆ กับคิดไปด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำออกมาได้จริงหรือไม่ เช่น ถ้าช่วงเวลานั้นสินค้าของเราเริ่มจะไม่เป็นที่ต้องการผู้ใช้ เราควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าเดิมที่มีอยู่หรือสร้างสรรค์สินค้าใหม่ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้อีกครั้ง หรือเราอาจตั้งเป้าจะลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายเมื่อรู้สึกว่าต้นทุนที่มีสูงเกินไปทั้งๆ ที่สามารถลดทอนบางส่วนลงมาได้

เหมือนอย่าง Apple ที่ตั้งเป้าหมายให้สินค้าตรงตามใจลูกค้าโดยคอยสำรวจความต้องการของลูกค้าจากสินค้าเวอร์ชั่นเก่าๆ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อยอดให้กับสินค้าที่กำลังจะออกใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้สินค้าเหล่านั้นตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม

เตรียมทีมงานให้พร้อม

หลังจากกำหนดเป้าหมายไว้ในใจอย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดมาคือการสร้างทีม ซึ่งในกรณีที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ เราสามารถหาคนที่มีความสามารถเฉพาะด้านอย่างเช่น ด้านวิศวกรรม การคิดค้น ด้านการตลาด และด้านการเงิน มารวมตัวกันเพื่อทำ R&D แต่หากเราเป็นเพียงธุรกิจ SME ก็ไม่ต้องกังวล เพราะการทำ R&D อาจไม่จำเป็นต้องใช้ผู้มีความสามารถเฉพาะด้านก็ได้ แต่ต้องให้ทีมงานที่ทำงานร่วมกันเข้าใจเป้าหมายและวิธีการทำงานในทิศทางเดียวกัน

วิธีง่ายๆ เพื่อเตรียมพร้อมให้พนักงานก็คือให้ความรู้และความเข้าใจในเป้าหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึงจากการทำ R&D เพื่อให้ลูกทีมทุกคนเข้าใจไปในทางเดียวกัน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเราอาจสร้างกล่องแสดงความคิดเห็นขอไอเดียดีๆ จากพนักงานเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ หรือไอเดียสร้างสินค้าใหม่ๆ ที่เราอาจคิดไม่ถึง ซึ่งอาจมีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับไอเดียดีๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและกระตุ้นให้พนักงานคิดและระดมสมองหาความคิดดีๆ มาเสนอก็ได้

ถามหาความช่วยเหลือจากซัพพลายเออร์

การพยายามผูกมิตรกับผู้อื่นย่อมส่งผลดีกับเราไม่มากก็น้อย ซัพพลายเออร์ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์ทางการค้าที่สำคัญกับธุรกิจเรามากอีกรายหนึ่ง การผูกมิตรเอาไว้อาจช่วยให้เข้าถึงวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปอีกขั้นได้ อีกช่องทางหนึ่งที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าจะสามารถช่วยได้ก็คือห้องแล็ป มหาวิทยาลัยซึ่งอาจมีสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เช่าหรือยืมใช้ รวมถึงผลงานบางอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำไปทดลองปรับใช้ให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเราได้อีกด้วย

เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร คือหัวใจสำคัญที่สุด

เพื่อไม่ให้การทำ R&D ของเราสูญเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดและควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการทำ Research ข้อมูลจากกลุ่มลูกค้า เพราะคงไม่มีประโยชน์ถ้าเราพยายามพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นแต่กลับไม่ตรงตามความต้องของผู้ซื้อ โดยเราเราสามารถเริ่มจากไปสำรวจว่าผู้บริโภคส่วนมากมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างไร หรือเหตุใดจึงเลือกผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง อาจใช้เครื่องมืออย่าง Google หาข้อมูลพื้นฐานต่างๆ และรวมไปถึงใช้ดูว่าเทรนด์ตลาดมีทิศทางเป็นอย่างไร อย่างเช่น ถ้าเราทำสินค้าเกี่ยวกับเครื่องดื่ม แล้วเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงนี้หันมาเอาใจใส่สุขภาพ เราอาจผลิตเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดช่วงนั้น หรือร้านก๋วยเตี๋ยวที่คิดจะทำรสชาติน้ำซุปใหม่ๆ ทางร้านก็ต้องคอยติดตามผลตอบรับของผู้ทานว่ามีรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง หวานไปรึเปล่า หรือเค็มไปรึเปล่า ชอบใจในรสชาติไหม

จะเห็นได้ว่าการทำ Research เป็นส่วนที่สำคัญมากในการเริ่มกระบวนการ R&D เพราะช่วยทำให้รู้ช่องทางและโอกาสที่เราจะเข้าไปอยู่ในตลาดได้ อีกทั้งยังทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีทิศทางและจัดเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ควรจะทำต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

วางแผนให้รัดกุม ลงมือทำอย่างเป็นระบบ วัดผลให้ชัดเจน

หลังจากได้ทำการค้นคว้าสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจจากหลายด้านแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์โดยนำมาประมวลผลและวางแผนการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น ตรงเวลา และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการบริหารเวลาการทำงานอาจเริ่มจากวางแผนการทำงานตั้งแต่เริ่มจนถึงกระบวนการสุดท้ายเพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ได้ และเพื่อดูว่ากระบวนการเหล่านั้นยังอยู่ในกำหนดเวลาตามแผนหรือเปล่า

ถึงธุรกิจเราจะเล็กและไม่ซับซ้อนแต่การวางแผนงานเพื่อทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็สำคัญเช่นกัน เช่นถ้าเราเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเราจะพัฒนาสูตรน้ำซุปให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่าเราจะใช้วิธีไหนเก็บข้อมูลดี ซึ่งเราอาจจะเลือกใช้แบบสอบถามหรือจะถามลูกค้าโดยตรงแล้วจดบันทึกเอาเองว่า พวกเขาชอบแบบใด ซึ่งในทุกช่วงของกระบวนการควรมีการประเมินผลอยู่ตลอด และการประเมินผลก็ควรสามารถวัดค่าออกมาได้ และเมื่อลองเปลี่ยนสูตรตามข้อมูลที่เก็บได้มาแล้วก็ควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลและสรุปผล เพื่อดูว่าสิ่งที่ทำลงไปยังอยู่ในขอบเขตของเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ออกมาจะยังตรงกับความต้องการของลูกค้าอยู่หรือไม่ โดยการวัดผลต้องเป็นไปอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไป ในทางที่ดีจริงหรือเปล่า ซึ่งนอกจากต้องกังวลปัจจัยเรื่องเวลาความคืบหน้า และผลลัพธ์ที่ออกมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงและมีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือต้นทุนที่ใช้ไปกับกระบวนการนี้ ซึ่งเราควรกำหนดไว้แต่แรกและเฝ้าระวังไม่ให้งบบานปลายด้วยเช่นกัน

R&D หรือการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเริ่มทำได้เองทุกวัน ไม่สำคัญว่าเราเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ เพียงแค่ลองวางแผนการ Research ให้ดี ตั้งเป้าหมายให้ชัด และคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เพียงเท่านี้ R&D ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว

บทความโดย : incquity.com
ประกาศบทความโดย : http://www.suthiaccounting.com

sme thai วิจัยและพัฒนา

จดทะเบียนร้านขายยาเป็นนิติบุคคล เตรียมสู่ระบบ Nation e-Payment

จดทะเบียนร้านขายยาเป็นนิติบุคคล เตรียมสู่ระบบ Nation e-Payment

กรมสรรพากรเดินหน้าเชิญชวนร้านขายยาทั่วประเทศเกือบ 2 หมื่นรายเข้าระบบภาษี แนะนำและสนับสนุนให้เปลี่ยนสถานะการประกอบการจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล โดยมอบสิทธิ ประโยชน์ช่วยลดภาระภาษี แนะให้จัดทำบัญชีชุดเดียว รวมทั้งเติมความรู้ให้พร้อมก่อนเข้าสู่ระบบ National e-Payment

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานในการสัมมนาเรื่อง “ธุรกิจ ก้าวหน้า ร้านขายยาสู่สากล” จัดโดยกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านขายยาที่เป็นสมาชิก สมาพันธ์พัฒนาคุณภาพร้านยาแห่งประเทศไทย (สพย.) ได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนโยบาย ของกรมสรรพากรที่ส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล การให้ความรู้ความเข้าใจในการ ปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีอากรและการจัดทำบัญชีชุดเดียวให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการ ดำเนินธุรกิจ โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2559 เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องพระอุเทน 1 ชั้น 2 อาคารกรมสรรพากร มีผู้เข้าฟังการสัมมนาประมาณ 400 คน และในงานยังได้จัดกิจกรรม“คลีนิกตอบปัญหา การจดทะเบียนนิติบุคคล” เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านขายยาที่มีข้อสงสัย สอบถามแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้อย่างเต็มที่

โดยใน “ปีนี้กรมสรรพากรเร่งขยาย ฐานภาษีตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงการคลัง โดยเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา เข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพิ่มขึ้น มีการแนะนำให้จัดทำบัญชีชุดเดียวพร้อมเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าสู่ระบบ National e-Payment โดยครั้งนี้ได้เชิญผู้ประกอบการร้านขายยาที่เป็น สมาชิกสมาพันธ์พัฒนาคุณภาพร้านยาแห่งประเทศไทย (ประกอบด้วย สมาคมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรม ชุมชน (ประเทศไทย) และชมรมร้านขายยา) ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศจ านวน 21,318 ราย (แยกเป็น ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ร้อยละ 90 และเป็น Chain Store อีกร้อยละ 10) เข้ามาจดทะเบียนเป็น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยกรมสรรพากรได้ประชุมหารือกับสมาพันธ์ฯ เพื่อวางแนวทางแก้ไข ปัญหาให้ร้านขายยาเปลี่ยนผ่านสู่นิติบุคคลไว้ดังนี้

          1. ด้านการประสานงานกับส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยกรมสรรพากร จะนัดประชุมกับ อย. ในปลายเดือนกันยายน 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการโอนใบอนุญาตใบประกอบ จากบุคคลธรรมดาไปสู่นิติบุคคล การพัฒนาระบบ e–Signature เพื่อรองรับการรับข้อมูลรายงานแบบ e-filing เกี่ยวกับรายงานควบคุมบัญชียา ซึ่งต้องลงลายมือชื่อของเภสัชกรก ากับไว้ในรายงานด้วย การก าหนด รหัสยาที่เป็นมาตรฐานเพื่อการควบคุมและออกรายงานตามที่ต้องการ และความร่วมมือกับ อย. ในการจัด สัมมนาให้ความรู้แก่ร้านขายยาทั่วประเทศ

2. การประชุมร่วมกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์เฮาส์และสมาคมร้านขายยา เพื่อร่วมกันก าหนด ความต้องการของผู้ใช้งาน (Requirement) ให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เฮาส์พัฒนาโปรแกรมบันทึกการขายยาและโปรแกรมบัญชีทางการเงินรวมเหลือเพียงโปรแกรมชุดเดียว และให้มีระบบแจ้งเตือนการควบคุมเรื่อง การหมดอายุของยา และแจ้งเตือนเมื่อมีการจ่ายยาบางประเภทที่ไม่สามารถจ่ายยาร่วมกันได้

          โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล เพื่อลด ภาระในการเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล โดยจะต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายใน วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้แก่ ยกเว้นภาษีทางตรงและทางอ้อมสำหรับ การโอนอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ใดๆ หักรายจ่ายค่าจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ค่าทำบัญชีและค่าสอบ บัญชี ได้ 2 เท่า (เฉพาะนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ รอบบัญชี) ได้ลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดจากร้อยละ 2.00 เหลือเพียงร้อยละ 0.01 การโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการของบุคคลธรรมดาให้แก่นิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ใหม่ได้และได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนวงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เป็นต้น

sme thai วิจัยและพัฒนา

“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หวังหาเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องกู้ยืม

“พาณิชย์” เดินหน้าผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หวังหาเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องกู้ยืม

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมฯ ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นำผู้บริหารของธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจบริการ ที่ผ่านการพัฒนามาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมฯ กำหนด และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินกิจการ โดยมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท มีรายได้ปีละไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท จำนวน 50 ราย เข้าเยี่ยมชมตลาดหลักทรัพย์ฯ

และรับฟังแนวทางการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 18 ก.พ.59 เพื่อผลักดันให้บริษัทดังกล่าวสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนำเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินหรือต้องเสียดอกเบี้ย

ทั้งนี้ กรมฯ จะนำธุรกิจทั้ง 50 ราย ไปรับฟังแนวทางการเข้าตลาดหลักทรัพย์จากนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai และได้เชิญบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประสบความสำเร็จเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว เพื่อมาแนะนำเทคนิคการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้กับผู้ประกอบการ

จาก กรุงเทพธุรกิจ

sme thai วิจัยและพัฒนา

ครม.เห็นชอบ โครงการหนุน SMEs- Startup คิดค้นเทคโนโลยีสะอาด เข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างปท.

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization : องค์การยูนิโด)

Read More